
แก้กฏหมายดูดลงทุน กุญแจสำคัญดันเศรษฐกิจ
ภาคเอกชนถือเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ภาคเอกชนถือเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจต่างประเทศและปัญหาการเมืองที่วุ่นวายมาร่วม 10 ปี แต่ก็ยังยืนอยู่ได้จากการขับเคลื่อนและพยุงเศรษฐกิจของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น นับจากนี้ไปเศรษฐกิจจะขับเคลื่อนต่อได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับภาคเอกชนเป็นตัวนำ โดยมีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนให้ภาคเอกชนมีขีดความสามารถในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากที่สุด
ปัจจุบันภาคเอกชนไทยที่รวมตัวภายใต้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้จับมือกับอีก 2 สถาบัน คือ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ได้ประชุมรวบรวมข้อเสนอการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันที่ 16 ก.ค.นี้ แบ่งเป็น 5 เรื่องหลัก ประกอบด้วย
1.ข้อเสนอด้านการค้าและการลงทุนในและต่างประเทศ เช่น ส่งเสริมการค้าชายแดน เร่งรัดเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เกิดขึ้นจริง
2.ข้อเสนอด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยเพิ่มขีดความสามารถของเอสเอ็มอีก่อนเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี และจัดวางผังเมืองอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบเพื่อไม่ให้มีปัญหา
3.ข้อเสนอด้านส่งเสริมการท่องเที่ยว
4.ข้อเสนอด้านการพัฒนาคมนาคมและระบบขนส่ง เช่น เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การใช้กองทุนระบบสาธารณูปโภคเป็นช่องทางระดมทุน เร่งแก้ไขน้ำท่วม
และ 5.ข้อเสนอด้านการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและลงทุน
กกร.ประเมินว่า หาก คสช.ทำตามข้อเสนอจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2% โดยเฉพาะในครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้ 4.2% และทำให้ปีหน้าขยายตัวได้ 3.54.5%
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของภาคเอกชนครั้งนี้ ในทางปฏิบัติมีเรื่องที่ต้องดำเนินการเป็นร้อยๆ เรื่อง แต่ คสช.มีเวลาที่จำกัดมาก โดยคาดว่าจะอยู่บริหารประเทศเพียง 1 ปีเศษเท่านั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะดำเนินการตามข้อเสนอทั้งหมด คสช.จำเป็นต้องจัดอันดับความสำคัญและดำเนินการเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน
อันดับแรก คือ การเรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจากประชาชนและนักลงทุนให้กลับมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งที่ผ่านมา คสช.ทำสำเร็จไประดับหนึ่ง เช่น การจ่ายเงินค่าจำนำข้าว การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 และทำงบประมาณปี 2558 ให้ใช้ได้ทันวันที่ 1 ต.ค. 2557
นอกจากนี้ การควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบในบ้านเมืองให้กลับมาเป็นปกติ ไม่มีการยิงการปาระเบิดแบบรายวันเหมือนที่ผ่านมา ทำให้การท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว รอเพียงแต่ยกเลิกกฎอัยการศึกก็จะทำให้การท่องเที่ยวกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
สำหรับขั้นต่อไป เพื่อดูแลเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ คสช.ต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ว่าจะเดินตามข้อเสนอของภาคเอกชนอันดับไหนก่อน เพราะแต่ละข้อเสนอมีความสำคัญไม่แพ้กัน
บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคม กกร. ระบุว่า เรื่องความสำคัญอันดับต้นๆ ที่ คสช.ควรดำเนินการก่อน คือ การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนทั้งหมด เพื่อไม่ให้เป็นปัญหากับการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเหมือนที่ผ่านมา เช่น กฎหมายต่างด้าวที่ยังมีปัญหาควรจะทำให้มีความชัดเจนอย่างรวดเร็ว และการแก้ไขต้องไม่ให้กระทบกับนักลงทุนที่มาลงทุนก่อนหน้า
นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายเกี่ยวกับการอนุญาตให้ชาวต่างประเทศเข้ามาทำงานในไทยต้องมีความสะดวกและจูงใจมากกว่านี้ ควรจะอนุญาตให้มีระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานในกลุ่มที่ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีและแรงงานทั่วไป เพื่อไม่ให้มีปัญหาแรงงานหนีกลับบ้านเพราะกลัวถูกจับกุมจนสะเทือนธุรกิจไทยและต่างประเทศที่ใช้แรงงานต่างด้าว
ขณะเดียวกันยังมีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมอีกหลายเรื่องที่ต้องดำเนินการให้ชัดเจนเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้ต่างชาติที่เข้ามาลงทุนมีปัญหากับชุมชน ไม่ถูกชุมชนฟ้องร้องจนต้องถูกสั่งระงับการผลิต ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนอย่างมาก หากกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่ชัดเจนก็จะทำให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของต่างชาติไม่กล้าเข้ามาลงทุนเพิ่ม
เรื่องสำคัญที่ตามมาคือ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของไทย โดยเฉพาะด้านการขนส่ง การสร้างระบบรถไฟทางคู่เพื่อขนส่งสินค้าเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ การสร้างท่าเรือเพื่อกระจายการขนส่งสินค้า และการสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนปี 2554 เพราะหากเกิดขึ้นอีกนักลงทุนนอกจากจะไม่ลงทุนใหม่แล้ว ยังอาจจะย้ายฐานการผลิตไปในประเทศเพื่อนบ้านคู่แข่งที่มีระบบการขนส่งที่ดีกว่า มีความปลอดภัยมากกว่า มีปัญหาการเมืองน้อยกว่า ซึ่งเป็นความเสี่ยงของไทยที่จะทำให้เสียนักลงทุนไปให้ประเทศคู่แข่ง
จะเห็นได้ว่าในแง่ของภาคเอกชนให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการลงทุน โดยเฉพาะในแง่ของปัญหาอุปสรรคด้านกฎหมาย ทำให้การลงทุนทำได้ล่าช้าแล้วยังทำให้การลงทุนมีความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และสุดท้ายนักลงทุนก็ย้ายฐานการผลิต ส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยไม่โตอย่างที่คาดหวังไว้
สำหรับการปฏิรูปภาษีและข้อเสนออื่นของภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการค้าชายแดน การพัฒนาการท่องเที่ยว เป็นเรื่องที่ไม่ว่าจะเป็น คสช.หรือพรรคการเมืองจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศก็ต้องดำเนินการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจและไม่ได้เป็นปัญหาการลงทุนของประเทศเท่ากับกฎหมายต่างๆ เกี่ยวกับการลงทุน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลภาคเอกชนที่จะเสนอให้กับ คสช. ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ คสช.ทำการบ้านกับทีมที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจมาก่อนแล้ว ดังนั้นโจทย์ต่อไปอยู่ที่ว่าจะขับเคลื่อนการแก้ไขกฎหมายส่งเสริมการลงทุนอย่างไรไม่ให้สะเทือนนักลงทุนเดิม และยังคงดึงดูดนักลงทุนรายใหม่ให้เข้ามาลงทุนในไทยอย่างมั่นใจ ส่งผลให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวได้อย่างยั่งยืนและมีเสถียรภาพจากการขับเคลื่อนของภาคเอกชน







