
ความวุ่นวายก่อให้เกิดความสงบ
สวัสดีท่านผู้อ่านที่เคารพ ถ้าจะพูดเรื่องของความวุ่นวายแล้ว ที่ผ่านมาชาวกรุงเทพฯ
สวัสดีท่านผู้อ่านที่เคารพ ถ้าจะพูดเรื่องของความวุ่นวายแล้ว ที่ผ่านมาชาวกรุงเทพฯ ก็คงทราบซึ้งดีกับสภาพความวุ่นวายทางกายภาพที่เกิดจากการประท้วงจากกลุ่มการเมืองต่างๆ และการจราจรที่ถูกปิดที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง จนมาทุกวันนี้ ถ้าพูดถึงเฉพาะด้านกายภาพแล้ว นับว่าเกิดความสงบเรียบร้อยขึ้นมากทีเดียว เมื่อเทียบจากเรื่องใกล้ตัวที่เห็นได้ทางกายภาพ ก็มาดูด้านจิตใจกันบ้าง บางคนอาจคิดว่าการทำให้บ้านเมืองสงบนั้นยาก แต่ความจริงการทำให้จิตใจของเราเองสงบนั้นยากกว่าหลายเท่านัก
หลายท่านคงเคยพบกับสภาพจิตใจที่ไม่สงบ หรือจะเรียกว่า วุ่นวาย ขัดข้อง มาบ้าง แล้วจะทำอย่างไรในความวุ่นวายใจนั้น จะไปหากลุ่มการเมือง พรรคการเมือง หรือตำรวจ ทหาร ที่ไหนมาห้าม มาจัดระเบียบ คงไม่มี บางคนก็คิดไปพึ่งสิ่งโน้นสิ่งนี้ เช่น ไปผ่อนคลายด้วยกิเลสต่างๆ บ้างล่ะ ซึ่งก็อาจทำให้หายเครียดด้านหนึ่ง แต่ไปเป็นปัญหาอีกด้านหนึ่ง หรือไม่ก็ก่อปัญหาใหม่เพิ่มขึ้น เพราะนั่นเป็นการแก้ด้วยกิเลส
บางคนคิดว่าปลีกวิเวกออกไปแล้วจะสงบ ความจริงความไม่สงบนั้นอยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่สิ่งแวดล้อม แม้ว่าสิ่งแวดล้อมก็มีส่วนมีอิทธิพลบ้าง แต่ไม่ทั้งหมด ความสงบนั้นไม่ได้อยู่ที่สถานที่ แต่อยู่ที่ใจ แต่การที่เราจะละจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่สงบไปได้นั้น โดยทั่วไปทำได้ยาก ไม่ว่าจะด้วยความรับผิดชอบ หรือด้วยข้อจำกัดนานาประการ
สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือ การทำใจให้สงบ โดยอาศัยธรรมะนั่นเอง
การเริ่มต้นของความสงบ ก็เริ่มจากความเห็นว่าความสงบมีค่า และรู้แนวทางที่ถูกต้องที่จะไปสู่ความสงบนั่นเอง เพราะถ้าไม่เห็นคุณค่าของความสงบ ก็จะไม่แสวงหาความสงบ และไม่ควรท้อแท้ ยอมแพ้ต่อความวุ่นวาย ด้วยว่ามีตัวอย่างของผู้ที่อาศัยเหตุคือความไม่สงบ นำไปสู่ความสงบอย่างแท้จริง ท่านเป็นเจ้าของคำพูดที่ว่า
“ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ”
นั่นก็คือ คำพูดของท่านยสกุลบุตร เรื่องราวโดยย่อมีอยู่ว่า
ท่านยส (อ่านว่า ยะสะ) เป็นบุตรเศรษฐี บิดาสร้างปราสาท 3 หลังให้ท่านอยู่แต่ละฤดู ยสกุลบุตรรับการบำรุงบำเรอมีการขับร้องเล่นดนตรีโดยบริวารที่เป็นสตรีล้วนๆ ช่วงฤดูฝนยสกุลบุตรอยู่ในปราสาทฤดูฝนตลอด 4 เดือนไม่ได้ลงมาเบื้องล่างเลย ค่ำวันหนึ่งเมื่อยสกุลบุตรอิ่มเอิบพร้อมพรั่งบำเรออยู่ด้วยกามคุณ 5 ได้นอนหลับไป ส่วนพวกบริวารชนนอนหลับไปภายหลัง ประทีปน้ำมันยังสว่างอยู่ตลอดคืน คืนนั้นยสกุลบุตรตื่นขึ้นก่อน เห็นบริวารที่กำลังหลับ บางนางมีพิณตกอยู่ที่รักแร้ บางนางมีตะโพนวางอยู่ข้างคอ บางนางมีเปิงมางตกอยู่ที่อก บางนางสยายผม บางนางมีน้ำลายไหล บางนางบ่นละเมอต่างๆ ภาพที่เห็นปรากฏดุจป่าช้าผีดิบ ความเห็นเป็นโทษได้ปรากฏแก่ยสกุลบุตร จิตตั้งอยู่ในความเบื่อหน่าย ยสกุลบุตรเปล่งอุทานว่า “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ” แล้วสวมรองเท้าทองเดินลงปราสาทออกไปจากประตูพระนคร เดินตรงไปทางป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
ขณะนั้นพระผู้มีพระภาคตื่นบรรทมแล้วเสด็จจงกรมอยู่ ทอดพระเนตรเห็นยสกุลบุตรเดินมาแต่ไกล ยสกุลบุตรเปล่งอุทานในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคว่า ท่านผู้เจริญ “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ” พระผู้มีพระภาคตรัสกับยสกุลบุตรว่า ดูกรยส “ที่นี่ไม่วุ่นวายที่นี่ไม่ขัดข้อง” มาเถิดยส นั่งลง เราจักแสดงธรรมแก่เธอ ยสกุลบุตรดีใจที่ได้ยินว่า “ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง” จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในความออกจากกาม
เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า ยสกุลบุตรมีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลีปราศจากมลทิน ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่ยสกุลบุตร ณ ที่นั่งนั้นแล ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน ควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดี ฉะนั้นรุ่งเช้าเศรษฐีผู้บิดาออกตามหายสกุลบุตร โดยส่งทูตขี่ม้าไปตามหาทั้ง 4 ทิศ ส่วนตนเองไปหาทางป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ได้พบรองเท้าทองวางอยู่ จึงตามไปสู่ที่นั้น พระผู้มีพระภาคทอดพระเนตรเห็นเศรษฐี ทรงบันดาลอิทธาภิสังขารมิให้เศรษฐีเห็นบุตรของตน เศรษฐีได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้วทูลถามว่า พระผู้มีพระภาคทรงเห็นยสกุลบุตรบ้างไหมพระพุทธเจ้าข้า? พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรคหบดี ถ้าอย่างนั้น เชิญนั่ง บางทีท่านนั่งอยู่ณ ที่นี้ จะพึงได้เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่ ณ ที่นี้
เศรษฐีดีใจว่า ถ้าเรานั่งอยู่ที่นี้จักได้พบยสกุลบุตร พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถา เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า เศรษฐีมีจิตสงบแล้ว จึงทรงประกาศพระอริยสัจ 4 ดวงตาเห็นธรรมก็ได้เกิดแก่เศรษฐี ได้กล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า คนมีจักษุจักเห็นรูปดังนี้ ข้าพระพุทธเจ้านี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่า เป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป
คราวเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่บิดาของยสกุลบุตร จิตของยสกุลบุตร ผู้พิจารณาภูมิธรรมตามที่ตนได้เห็นแล้ว ได้รู้แจ้งแล้ว ก็พ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น พระผู้มีพระภาคได้ทรงคลายอิทธาภิสังขาร เศรษฐีจึงได้เห็นยสกุลบุตรนั่งอยู่ ยสกุลบุตรได้ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชา ได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค
นี่แหละที่สิ้นสุดของความวุ่นวาย คือ ความสงบอันแท้จริง...







