posttoday
เสียงจากเหยื่อเมื่อกระบวนการยุติธรรมข่มขืนซ้ำ

เสียงจากเหยื่อเมื่อกระบวนการยุติธรรมข่มขืนซ้ำ

11 กรกฎาคม 2557

ความรู้สึกของขวัญตอนที่อยู่ในศาลเหมือนถูกข่มขืนอีกครั้งกลางศาล คำถามแต่ละคำถามที่ทนายความจำเลยถาม มันทำร้ายจิตใจ

โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

“ความรู้สึกของขวัญตอนที่อยู่ในศาลเหมือนถูกข่มขืนอีกครั้งกลางศาล คำถามแต่ละคำถามที่ทนายความจำเลยถาม มันทำร้ายจิตใจ ดูถูกคุณค่าความเป็นลูกผู้หญิงและความเป็นมนุษย์ เช่นถามว่า อวัยวะเพศของคนที่ทำมันใหญ่เท่าไหร่ ยาวเท่าไหร่ คำถามพวกนี้มันทำร้ายจิตใจมาก น่าจะมีการกลั่นกรองหรือทำอะไรสักอย่างให้ผู้หญิงรู้สึกดีขึ้น”

นี่คือความรู้สึกของ “ขวัญ” ซึ่งเธอถูกลูกจ้างการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ข่มขืนบนรถไฟเมื่อปี 2544 ซึ่งแม้ว่าจะเคยเป็นเหยื่อ แต่เธอกล่าวถึงการเพิ่มโทษประหารชีวิตในคดีข่มขืนอย่างน่าสนใจว่า

“หากใช้อารมณ์ตอบก็คงเห็นด้วย แต่ถ้าใช้สติคิดก็จะเห็นว่าไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย เนื่องจากเชื่อว่าคนที่กระทำการข่มขืน ณ ขณะนั้นล้วนขาดสติ ไม่มาคำนึงถึงโทษที่จะได้รับว่ามากน้อยอย่างแน่นอน เราควรเน้นการแก้ไข ไม่ใช่การแก้แค้น โดยเฉพาะการปรับปรุงระบบคุ้มครองความปลอดภัยของสตรี อีกทั้งถ้าระบบกระบวนการยุติธรรม ศาล การเยียวยาชดเชยกับเหยื่อดีกว่านี้ ขวัญคิดว่าผู้หญิงจะกล้าออกมาแสดงตัวมากขึ้น อาจทำให้คดีต่างๆ ลดลง เพราะเหยื่อกล้าจะเรียกร้อง เพราะที่ผ่านมาผู้หญิงอับอาย”

ขวัญ เป็นตัวอย่างของผู้หญิงที่กล้าต่อสู้เพื่อทวงความยุติธรรมภายใต้ระบบกระบวนการยุติธรรมที่เธอบอกว่า เหมือนการถูกข่มขืนซ้ำ

เยาวลักษณ์ อนุพันธุ์ ทนายความของขวัญในคดีนี้ บอกว่า การทำคดีมีปัญหามาก เริ่มจากตำรวจบ่ายเบี่ยงไม่รับแจ้งความ พอเริ่มเป็นข่าวก็รับแจ้งความ ใช้เวลากว่าจะรวบรวมสำนวนให้อัยการส่งฟ้อง ใช้เวลาทั้งสิ้นเกือบ 2 ปี

ในฐานะที่ผ่านการทำคดีละเมิดทางเพศมาหลายคดี เยาวลักษณ์ บอกว่า มีปัญหาเหมือนกันหมดคือ เจ้าหน้าที่มักจะ “ตั้งแง่” กับผู้เสียหาย ว่าเป็นการข่มขืนจริงหรือไม่ ขณะเดียวกันบุคลากรบางคนในกระบวนการยุติธรรมยังมีอคติกับผู้หญิง ซึ่งคดีนี้เจ้าหน้าที่ก็ตั้งคำถามว่า การข่มขืนบนรถไฟจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อรถไฟมีที่นอนตั้งเยอะ ฝ่ายผู้เสียหายต้องใช้เวลาหาหลักฐาน และชี้แจงนานมากกว่าเจ้าหน้าที่จะยอมรับ

กระบวนการยุติธรรมควรปรับวิธีการอย่างไร เพื่อคุ้มครองปกป้องเหยื่อในคดีละเมิดทางเพศ?

สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มองว่า มาตรการทางกฎหมายในปัจจุบันไม่ได้สนับสนุนให้ผู้เสียหายเข้มแข็งที่จะสู้คดีไปให้ถึงที่สุด

“ผู้เสียหายจะถูกแรงเสียดทานจากสังคม รวมถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรม ความอับอายไม่กล้าบอกใคร นอกจากนี้กระบวนการยุติธรรมค่อนข้างใช้เวลาในการไต่สวนคดีนาน ซึ่งกลไกมันไม่สะดวกกับผู้เสียหาย ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีศาลพิเศษว่าด้วยคดีเพศ กระบวนการทางคดีต้องรวดเร็ว เป็นมิตรเป็นธรรมให้กับผู้เสียหายเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในการต่อสู้ ต้องทบทวนวิธีการพิจารณาคดีให้เหมาะสม พนักงานสอบสวน ศาล อัยการ ควรแยกเป็นคดีพิเศษและเป็นผู้หญิง การทำคดีต้องจบเร็ว เพราะปัจจุบันบางคดีใช้เวลาสืบสวนนานนับ 10 ปี”

สุเพ็ญศรี ยังกล่าวอีกว่า กฎหมายปัจจุบันไม่ปกป้องหรือคุ้มครองผู้เสียหาย แต่จะปกป้องผู้ต้องหาและจำเลย พนักงานสอบสวนจะแจ้งสิทธิว่าผู้ต้องหามีสิทธิอะไรบ้าง มีการจัดหาทนายความให้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ส่วนผู้เสียหายต้องจ่ายค่าทนายเอง หรือผู้เสียหายอายุเกิน 18 ปี ก็ต้องถูกเจ้าหน้าที่สอบสวนเพียงลำพัง และเจ้าหน้าที่สอบสวนไม่ได้ถูกฝึกมาเป็นพิเศษ จึงต้องมีแผนกชำนาญการโดยเฉพาะ

“ควรต้องมีการแก้ข้อกฎหมายทั้งระบบ ตั้งแต่เรื่องความเข้าใจ ทัศนคติของคนทำงาน และสังคมให้มีส่วนในการแก้ไขปัญหา กระบวนการลงโทษจะต้องรวดเร็ว หากมีการปล่อยตัวชั่วคราวต้องมีกระบวนการติดตาม พร้อมมีข้อห้ามไม่ให้ผู้ต้องหาไปยุ่งเกี่ยวกับพยาน”

นี่คือเสียงเรียกร้องจากผู้ถูกกระทำ ทนายความ และนักสิทธิสตรี ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการละเมิดทางเพศ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก