
รายได้รัฐจากสัมปทานปิโตรเลียม
วันก่อนท่าน สว.ได้โพสต์ลงในเว็บเพจของตัวเอง ผมขอนำตัวอย่างบางส่วนมาลงไว้ดังนี้
วันก่อนท่าน สว.ได้โพสต์ลงในเว็บเพจของตัวเอง ผมขอนำตัวอย่างบางส่วนมาลงไว้ดังนี้
“...ตัวเลขที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ “มั่ว” ขึ้นมาด้วยเข้าใจว่าประชาชนส่วนใหญ่คงไม่มีความรู้ที่จะจับได้ไล่ทัน... จะขอยกตัวอย่างตัวเลข “มั่ว” ของกระทรวงพลังงานให้ดู ประเด็นแรก กระทรวงพลังงานเคยทำเอกสารเผยแพร่และนำมาชี้แจงในหลายกรรมาธิการในวุฒิสภา เมื่อปี 2555 โดยระบุว่ารายได้ที่รัฐได้จากสัมปทานปิโตรเลียมตั้งแต่ปี 2524-2554 ซึ่งรวมสัมปทานในยุค Thailand 1+Thailand 3 มีสัดส่วน 55% : 45% คือ รัฐได้ 55% ส่วนเอกชนผู้รับสัมปทานได้ 45% มาปีนี้ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติให้สัมภาษณ์ว่า Thailand 3 ได้ส่วนแบ่งรายได้เป็น 74 : 26 แปลว่ารัฐได้ส่วนแบ่ง 74% ส่วนเอกชนผู้รับสัมปทานได้แค่ 26% วิญญูชนทั้งหลายลองคิดดูว่า รายได้รวมของ Thailand 1+Thailand 3 รวมกันได้ 55% พอเอาเฉพาะ Thailand 3 ส่วนแบ่งได้ถึง 74% แสดงว่าส่วนแบ่งรายได้จาก Thailand 1 ต้องติดลบใช่ไหม จึงจะทำให้เมื่อนำสัมปทานทั้ง 2 ยุคมารวมกันแล้วได้เฉลี่ยเป็น 55% ข้อมูลแบบนี้เอาให้นักวิชาการอุปโลกน์พูดจะมีความหมายอะไร กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติควรเอาหลักฐานตัวเลขจริงมาแสดงต่อที่สาธารณะจะดีกว่า ว่ามีตัวเลขสนับสนุนตัวเลข “มั่ว” นี้อย่างไร? ไม่ใช่เอาตัวเลขสมมติจากผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษที่กำหนดไว้ตั้งแต่ 075% แต่ตัวเลขจริงในแต่ละปีคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ได้แค่ 1% เท่านั้น”
จากข้อความดังกล่าว ลองมาดูกันว่าใครมั่วกันแน่
ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจในเรื่องข้อมูลตัวเลขที่เกี่ยวข้องของแต่ละระบบกันก่อน กล่าวคือ ภายใต้ระบบ Thailand I กำหนดให้ผู้รับสัมปทานต้องรายงานค่าใช้จ่ายและทำการจ่ายค่าภาคหลวงเป็นรายสัมปทาน ในทุกรอบ 3 เดือน ในขณะที่ระบบ Thailand III กำหนดให้รายงานค่าใช้จ่ายและจ่ายค่าภาคหลวงเป็นรายแปลงในทุกรอบเดือนถัดไป
นอกจากนั้น ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษและภาษีเงินได้ปิโตรเลียม กำหนดให้จ่ายเป็นรอบปีบัญชี เป็นรายบริษัท ซึ่งแต่ละแปลงอาจประกอบด้วยผู้ร่วมทุนหลายรายหรือหลายบริษัทซึ่งมีรอบบัญชีไม่ตรงกัน และบริษัทหนึ่งอาจถือครองอยู่หลายแปลงได้อีก ดังนั้นตัวเลข รายได้ รายจ่าย และผลกำไร ถ้าจะคิดกันให้ถูกต้องเป็นรายแปลงตามผู้รับสัมปทานแต่ละรายนั้นคงทำได้ยาก การนำเสนอตัวเลขต่างๆ ควรจะต้องระบุช่วงเวลาให้ชัดเจน และต้องเข้าใจในเรื่องมูลค่าตามรายงาน และมูลค่าที่จัดเก็บได้จริงซึ่งมีค่าเท่ากัน แต่จะเหลื่อมเวลากันอย่างน้อย 3 เดือน ตามระบบ Thailand I
ตัวอย่างการรายงานตัวเลขและการจ่ายเงิน
ในระบบ Thailand I ในช่วงวันที่ 1-31 ม.ค. 2556 ผู้รับสัมปทานลงทุนไปเป็นเงินรวม 50 บาท ขายปิโตรเลียมตลอดทั้งเดือนมูลค่า 100 บาท โดยผู้รับสัมปทานจะรายงานค่าใช้จ่ายและจ่ายค่าภาคหลวงให้รัฐในเดือน เม.ย. 2556 ซึ่งรวมของเดือน ก.พ. และ มี.ค.ด้วย ส่วนตัวเลขผลประกอบการรายปีที่จะนำไปคิดผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ (Thailand III) และภาษีเงินได้ปิโตรเลียมจะนำผลการดำเนินงานทั้งปีมารวมกัน และนำมาคิดคำนวณผลกำไรขาดทุนและจ่ายเงินกันจริงๆ ในกลางปีถัดไป คือ ช่วง พ.ค.มิ.ย. 2557 แค่นี้ก็เข้าใจยากแล้วใช่มั้ยครับ...
การคิดส่วนแบ่งกำไรจากสัมปทานปิโตรเลียม ทำได้ 2 วิธี คือ
1.คิดจากตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง โดยนำตัวเลขมูลค่าการขายปิโตรเลียม ตัวเลขค่าใช้จ่ายที่ผู้รับสัมปทานรายงานจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ตัวเลขค่าภาคหลวง ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษที่กรมจัดเก็บได้ และตัวเลขภาษีเงินได้ปิโตรเลียมที่กรมสรรพากรจัดเก็บได้ ซึ่งเป็นผลรวมของทุกแปลงจากผู้รับสัมปทานทุกราย ณ สิ้นปี เช่น ณ สิ้นปี 2554
มูลค่าการขายปิโตรเลียมรวมทั้งหมดตั้งแต่เริ่มผลิตเท่ากับ 3.415 ล้านล้านบาท (100%)
ค่าใช้จ่ายหรือเงินลงทุนรวมกันทั้งหมดของทุกแปลงมีค่าเท่ากับ 1.461 ล้านล้านบาท (43%) เหลือเป็นกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายเท่ากับ 1.954 ล้านล้านบาท (57%)
กำไรที่ผู้รับสัมปทานแต่ละแปลง แต่ละบริษัทได้ไปเท่าไรนั้น เป็นการยากที่จะทราบได้ เนื่องจากเหตุผลที่ได้กล่าวไว้แต่ต้น แต่รายได้รัฐที่จัดเก็บได้จริง คือ ค่าภาคหลวง ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เมื่อนำมารวมกันเป็นรายได้รัฐ มีค่าเท่ากับ 1.166 ล้านล้านบาท (60%) จึงอนุมานที่เหลือ คือ 1.9541.166 เป็นรายได้ของผู้รับสัมปทานทุกรายรวมกัน เท่ากับ 0.788 ล้านล้านบาท (40%)
จึงเป็นที่มาของการแบ่งผลกำไรระหว่างรัฐกับผู้รับสัมปทานในสัดส่วน 60 : 40 (Thailand I+Thailand III)
หมายเหตุ ตัวเลข 55 : 45 ที่ท่าน สว.ได้ระบุไว้นั้น เป็นตัวเลขในช่วงต้นปี 2555 ซึ่งยังไม่ได้นำเอาตัวเลขการจัดเก็บ ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ และภาษีเงินได้ปิโตรเลียมมารวมด้วย ซึ่งเมื่อนำมารวมจะได้สัดส่วน 60 : 40
2.คิดจากการวิเคราะห์กระแสเงินสดเป็นรายโครงการ ที่รวมแปลงในสัมปทานเดียวกันเข้าด้วยกัน เนื่องจากไม่สามารถแบ่งแยกค่าใช้จ่ายและรายได้ออกเป็นรายแปลงได้ โดยค่าใช้จ่าย รายได้ ค่าภาคหลวง เป็นตัวเลขจริงแยกเป็นโครงการ ในส่วนผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษและภาษีเงินได้ปิโตรเลียม คิดตามสูตรตามการจัดเก็บรายได้ของแต่ละระบบ แต่ละโครงการ ซึ่งผลการคำนวณออกมาใกล้เคียงกับวิธีที่ 1 แต่สามารถแยกออกเป็นระบบ Thailand I และ Thailand III ได้ ดังภาพ
จากภาพพอจะสรุปผลการวิเคราะห์ได้ว่า ในระบบ Thailand I รัฐจะได้รับส่วนแบ่งกำไรเฉลี่ยจากทั้ง 10 โครงการ ประมาณ 55% หรือ 55 : 45 โดยคิดมาจากปริมาณปิโตรเลียมร้อยละ 89 จากปิโตรเลียมที่ผลิตได้ภายในประเทศรวมกัน
ในระบบ Thailand III รัฐจะได้รับส่วนแบ่งกำไรเฉลี่ยจากทั้ง 16 โครงการ ประมาณ 74% หรือ 74 : 26 โดยคิดมาจากปริมาณปิโตรเลียมร้อยละ 11 จากปิโตรเลียมที่ผลิตได้ภายในประเทศรวมกัน
เมื่อนำมาเฉลี่ยกันทั้งสองระบบ ก็จะได้ตามบรรทัดสุดท้ายของภาพ คือ รัฐได้ส่วนแบ่งกำไรประมาณร้อยละ 58 ถือว่าใกล้เคียง ไม่ได้แตกต่างจากวิธีที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญ ที่คิดได้น้อยกว่าวิธีที่ 1 เนื่องจากคิดเฉพาะแปลงที่มีการผลิตปิโตรเลียมเท่านั้น ไม่ได้รวมแปลงที่ไม่ประสบความสำเร็จ
ที่นำเสนอมาทั้งหมดจึงเป็นที่มาของตัวเลขที่ท่าน สว.ได้กล่าวถึง ไม่ว่าจะเป็น 55 : 45 หรือ 74 : 26 ซึ่งเมื่อเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของทั้งสองระบบแล้ว จะได้ตัวเลข 60 : 40 (วิธีที่ 1) และ 58 : 42 (วิธีที่ 2) โดยที่ระบบ Thailand I ไม่จำเป็นต้องติดลบอย่างที่ท่าน สว.ได้แสดงความเห็นไว้ ซึ่งจากสัดส่วนการผลิตปิโตรเลียมของทั้งสองระบบ คือ 89 : 11 นั้น เป็นการเน้นย้ำให้เห็นว่าปิโตรเลียมส่วนใหญ่ถูกค้นพบไปแล้วตั้งแต่ใช้ระบบ Thailand I แม้ต่อมารัฐจะได้แก้ไขปรับปรุงเป็นระบบ Thailand III ให้รัฐได้รับส่วนแบ่งเพิ่มมากขึ้น แต่การออกสัมปทานในระยะหลัง ตั้งแต่ปี 2532 หลังกฎหมายบังคับใช้ การสำรวจหาปิโตรเลียมกลับพบแต่แหล่งขนาดเล็กๆ โดยเฉพาะรอบที่ 18 19 และ 20 ผลการสำรวจพบปิโตรเลียมในเชิงพาณิชย์เพียงร้อยละ 4 ทำให้กลไกการจัดเก็บไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ เช่น ตัวผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ (SRB) ที่มีไว้ใช้ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานมีกำไรเกินควร จึงไม่ได้แสดงผลตามที่ สว.กล่าวถึง เพราะไม่ได้มีแปลงหลายแปลงที่จะมีกำไรเกินควร เนื่องจากพบแต่แหล่งขนาดเล็ก...
ผมจึงขอยืนยันอีกครั้งเป็นแผ่นเสียงตกร่องว่า มีความเหมาะสมแล้วกับศักยภาพปิโตรเลียมที่เหลืออยู่ในประเทศไทย







