
คสช.คิดสร้างชาติสู่การลงมือปฏิรูปประเทศที่แท้จริง
พัฒนาการเมืองไทยเข้าสู่จุดปฏิรูปประเทศ โดยการใช้อำนาจพิเศษของคณะ คสช. ที่เป็น “เผด็จการ สร้างประชาธิปไตย” กอปรกับสร้างบรรยากาศที่มุ่งเน้นการขันนอตระบบราชการให้ทำงานอย่างมืออาชีพมากขึ้น ขจัดการทุจริต คอร์รัปชั่น และขอความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อนำไปสู่การสร้างบรรยากาศสมานฉันท์ก่อนการปฏิรูปและพยายามสนับสนุนส่งเสริมการขับเคลื่อนให้ คณะทำงานต่างๆ อย่างเต็มที่เพื่อรองรับ สนับสนุนสู่บันได 3 ขั้นที่ประกาศไว้ จึงมีข้อพินิจการเมืองที่สำคัญดังต่อไปนี้
พัฒนาการเมืองไทยเข้าสู่จุดปฏิรูปประเทศ โดยการใช้อำนาจพิเศษของคณะ คสช. ที่เป็น “เผด็จการ สร้างประชาธิปไตย” กอปรกับสร้างบรรยากาศที่มุ่งเน้นการขันนอตระบบราชการให้ทำงานอย่างมืออาชีพมากขึ้น ขจัดการทุจริต คอร์รัปชั่น และขอความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อนำไปสู่การสร้างบรรยากาศสมานฉันท์ก่อนการปฏิรูปและพยายามสนับสนุนส่งเสริมการขับเคลื่อนให้ คณะทำงานต่างๆ อย่างเต็มที่เพื่อรองรับ สนับสนุนสู่บันได 3 ขั้นที่ประกาศไว้ จึงมีข้อพินิจการเมืองที่สำคัญดังต่อไปนี้
1.คสช. เป็นเจ้าภาพหลักในการบูรณาการ ที่จะต้องสนับสนุนให้เกิดการปฏิรูปประเทศ แต่ไม่ใช่เจ้าของแห่งการปฏิรูปดังกล่าว การส่งเสริมกลไกภาคพลเมือง ภาคส่วนราชการต่างๆ และภาคธุรกิจเอกชน ให้ร่วมกันมีจิตสำนึกทางการเมือง ตระหนักและเห็นคุณค่าของการพัฒนาการเมือง “โดยการปฏิรูปการเมือง” เพราะเป็นวิธีการที่ทำให้ทุกท่านหันหน้ามาร่วมกันสร้างประเทศชาติ เน้นกระบวนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมที่จะต้องทบทวน ลงลึกในความสำคัญของ “กระบวนการ” เพื่อให้ได้เป็นประชาสังคม ที่แท้จริง กล่าวคือ ประชาสังคมหรือภาคประชาชนเป็นช้างเท้าหน้า ส่วนกองทัพหรือทหารเป็นช้างเท้าหลัง จะทำให้เกิดการสร้างประชาธิปไตยที่มีพื้นฐานโดยประชาชนเป็นสำคัญ ทำให้เกิดความชอบธรรมทางการเมืองขึ้นมาอีกมาก การทำประชาสังคมเพื่อระดมความคิดเห็นทางการเมืองต้องคำนึงถึงหลักการสันติวิธี และการส่งเสริมให้มีองค์ความรู้ทางการเมืองอย่างเพียงพอที่สามารถมีการถกแถลงหรือปรึกษาหารือด้วยความบริสุทธิ์และยุติธรรมของทุกฝ่าย ประการต่อมาคือ การที่ทำให้กระบวนการประชาคมเป็นกิจกรรมที่มีความสม่ำเสมอ และควรถือเป็นหน้าที่หลักหรือภารกิจหลักที่พลเมืองไทยผู้เป็น เจ้าของอำนาจประชาธิปไตยต้องเข้าไปแสดงบทบาทและแสดงความเป็นเจ้าของโดยบริบูรณ์ ปราศจากการครอบงำ และที่สำคัญต้องมีอุดมการณ์ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างสำเหนียก คสช.อาจวางหลักการในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ ในบทบาท “ผู้พิทักษ์” มากกว่า “ผู้ปกครอง” เพื่อให้บันไดขั้นที่ 2 สำเร็จก่อนการเลือกตั้ง ที่อาจมีบทบาทสุดท้ายคือ “ผู้ไกล่เกลี่ย” ของระบบการเมือง โดยบทบาท “ผู้พิทักษ์” จะเน้นการทำให้เกิดการบูรณาการของทุกภาคส่วนทำหน้าที่ความเป็นพลเมืองที่จะต้องสร้างประชาธิปไตย (Democratization)
2.องค์ประกอบของการปฏิรูปการเมืองนอกจากองค์ความรู้ที่เพียงพอแล้ว จำเป็นต้องมี “การใช้เหตุผล” หรือการรู้จัก “ความจริง” ทางการเมืองและ “ความเป็นไปได้ทางการเมือง” ที่เหมาะสมกับประเทศชาติ อาทิ ทำอย่างไรที่จะทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งทางการเมืองในอาเซียน หรือประชาธิปไตยแบบไทย ไทยจะเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกได้อย่างไร อาทิ การให้มีผู้แทนประชาชนชาวไทยที่ไม่กระจุกอยู่กลุ่มทุนหรือคนรวยเท่านั้น ลดการผูกขาดของอำนาจจากส่วนกลาง และการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่นก่อนที่จะกระจายอำนาจส่วนกลางสู่ท้องถิ่น เป็นต้น ด้วยเหตุนี้การปฏิรูปทางการเมืองจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญกับ “การปฏิรูปความคิด” เสียก่อน สิ่งที่ท้าทายมาโดยตลอด คือ ปฏิรูปจากวิถีชีวิตแบบไทยๆ ไปสู่วิถีชีวิตที่มีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้เวลาในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ลองผิด ลองถูก ทบทวนซ้ำไป ซ้ำมา และมีการถอดบทเรียนเพื่อประเมินถึงจุดเด่น จุดด้อย ในการสร้างความ รักชาติให้มีเสถียรภาพต่อไป ดังนั้นองค์กรที่จะปฏิรูปการเมืองไม่ใช่องค์กรเฉพาะกิจ ต้องมีการวางแผนเป็นขั้นตอน แล้วการปฏิรูปหลังเลือกตั้งมีอะไรอีกบ้าง ต้องทำอย่างไร ต้องกำหนดให้ชัดเจน มีองค์กรรับผิดชอบที่ต่อเนื่องและคงไม่เป็นภารกิจของ คสช.เองทั้งหมด นอกจากนี้การที่ คสช.ได้วางกรอบแนวทางการทำงานผ่าน กอ.รมน.จังหวัด หรือเครือข่ายต่างๆ ต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับสนับสนุนแนวคิดปฏิรูปใหม่ อาทิ การกระจายอำนาจท้องถิ่นสู่จังหวัดปกครองตนเองไม่ใช่กลายเป็นว่าวันหนึ่งจังหวัดปกครองตนเองไปเข้าทางผู้มีอิทธิพล กลายเป็น “จังหวัดปกครองโดยผู้มีอิทธิพล” หรือ “ตำรวจท้องถิ่น” กลายเป็น “ตำรวจของผู้มีอิทธิพล” เป็นต้น
3.ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มีหลายองค์กรที่อาจถูกมองข้ามไป ไม่ได้เข้ามาเป็นหน่วยงานตามหน้าที่ของการส่งเสริมการพัฒนาการเมือง ได้แก่ “สภาพัฒนาการเมือง” ที่มีพื้นฐานมาจากสภาองค์กรชุมชนอันเป็นหน่วยงานที่ได้ชื่อว่าเป็นการฝึกฝนเสริมสร้างประชาธิปไตยระดับชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะการมีกิจกรรมปรึกษาหารือ ถกเถียง และสามารถเชื่อมโยง นำไปสู่การสะท้อนปัญหาต่างๆ ได้หลายมิติ นอกจากนี้ยังมี “สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา เสนอแนะในมิติเศรษฐกิจและสังคม ให้กับ คสช.ได้โดยตรง และมีโครงข่ายเชิงประเด็นและเชิงพื้นที่ทั้งประเทศ “สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)” ที่ได้ทำหน้าที่การพัฒนาชุมชนมาโดยตลอด ทั้ง 3 องค์กรนี้ได้รับงบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก เป็นองค์กรที่กำลังของบประมาณแผ่นดินปี 2558 หากทำงานกันคนละทิศทางในการปฏิรูปประเทศไทยและการเมือง เกรงว่าจะเสียโอกาสที่จะอยู่ในหลักการคุ้มค่าและประหยัด ไม่ทำงานซ้ำซ้อนเป็นภาระหรือสร้างปัญหาให้กับ คสช. อย่างไรก็ตามการปฏิรูปการเมืองควรจะมีแนวคิดสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ เพื่อให้ได้ “สมาชิกมายังสภาปฏิรูป” คือ 1.หลักการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเสมอภาค 2.หลักความเชี่ยวชาญ 3.หลักครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย โดยเฉพาะหลักความเชี่ยวชาญที่สมาชิกสภาปฏิรูปไม่มีทางที่คน คนหนึ่งจะรอบรู้ทุกเรื่อง การได้มาซึ่งบุคคลที่เป็นที่ยอมรับทางสังคมอย่างกว้างขวาง ยังไม่สำคัญเท่ากับความรู้ความเชี่ยวชาญอะไรที่จะแสดงออกมาเพื่อเจตนารมณ์แห่งการปฏิรูปประเทศไทยและทำให้เกิดความสามัคคีของคนในชาติกลับคืนมา โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้และความเหมาะสมของสังคมไทยที่แท้จริง
ดังนั้น จึงไม่อยากให้ คสช.มองข้ามองค์ประกอบเหล่านี้ หรือทำให้เป็นรถไฟที่ตกขบวน หรือไม่ได้ให้ความสำคัญ ต่างคนต่างทำหน้าที่ โดยไม่มีการประสานความร่วมมือ ทั้งๆ ที่ตัวบุคคลที่อยู่ในองค์กรสภาปฏิรูปย่อมต้องสะท้อนการปฏิรูปการเมืองแบบมีส่วนร่วม แบบมีความเชี่ยวชาญ และแบบครอบคลุมทุกฝ่ายทั้งที่ชอบหรือไม่ชอบการเมือง ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องการเมือง เพราะการเมืองเป็นเรื่อง ของทุกคน แนวคิดเรื่องคนคือจุดเริ่มต้นของการปฏิรูป คนที่มีความเหลื่อมล้ำมักจะเป็นกลุ่ม เป้าหมายโดยตรงในการปฏิรูปทุกสำนัก จึงขอเรียกร้องผ่านกูรูและปรมาจารย์ทุกสำนัก ผู้นำองค์กรทุกภาคส่วน ควรชำระจิตให้บริสุทธิ์ มีประเทศชาติเป็นเป้าหมายแห่งการพัฒนา ได้โปรดทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ ไม่มีเขา ไม่มีเรา มีแต่ประโยชน์แห่งชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย... คสช. : คน สร้าง ชาติ n







