
ญี่ปุ่นคลายกฏส่งออกอาวุธถ่วงดุลจีน-เสริมแกร่ง
นับเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายข้อบังคับทางด้านกลาโหมของญี่ปุ่นครั้งยิ่งใหญ่
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
นับเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายข้อบังคับทางด้านกลาโหมของญี่ปุ่นครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นได้เปิดทางให้ประเทศสามารถส่งออกอาวุธออกไปยังต่างประเทศได้เป็นครั้งแรกในรอบ 47 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 1967 ซึ่งไม่เพียงแต่จะเปิดให้มีการส่งออกอาวุธไปยังประเทศที่ไม่เกิดความขัดแย้งและฝ่าฝืนมติของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แล้ว ญี่ปุ่นยังสามารถเข้าร่วมการพัฒนาและการผลิตอาวุธกับชาติอื่นๆ ได้อีกด้วย
แน่นอนว่า เมื่อญี่ปุ่นมีการผ่อนคลายกฎการส่งออกอาวุธออกมา ชาติพันธมิตรอย่างสหรัฐย่อมให้การตอบรับอย่างดีแน่นอน โดย มารี ฮาร์ฟ โฆษกของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ได้แถลงว่า เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นก้าวที่ดีของญี่ปุ่น
“ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะเปิดทางให้อุตสาหกรรมทางด้านกลาโหมของญี่ปุ่นมีความทันสมัย และทำให้ญี่ปุ่นเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดโลก” ฮาร์ฟ กล่าว
ในขณะที่ทางด้านของจีนนั้นการตอบรับกลับออกมาในทางตรงกันข้าม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด โดย ฮงเล่ย โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีน ได้แถลงว่า นโยบายของญี่ปุ่นทางด้านความมั่นคงของทางกองทัพก่อให้เกิดความกังวลถึงเสถียรภาพในภูมิภาคและจีนจะจับตาอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าความสัมพันธ์กับจีนและญี่ปุ่นนั้นไม่ราบรื่นนัก โดยย้อนไปตั้งแต่สมัยอดีตที่ญี่ปุ่นนั้นเคยรุกรานจีน ที่ยังได้สร้างบาดแผลในใจของชาวจีนในปัจจุบัน โดยประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่อ่อนไหวอย่างยิ่ง เพราะจากการเดินทางไปเยือนศาลเจ้ายาสุกินิของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของแดนปลาดิบ เมื่อปลายปีที่แล้วก็ทำเอาทางจีนและเกาหลีใต้ออกโรงวิจารณ์อย่างหนัก เพราะศาลเจ้านี้เป็นสัญลักษณ์แทนความก้าวร้าวของญี่ปุ่นในสมัยสงคราม
ยิ่งไปกว่านั้นปัญหาเรื่องน่านน้ำพิพาททางทะเลจีนตะวันออกก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ของชาติยักษ์ใหญ่ในเอเชียตะวันออกทั้งสองระส่ำระสาย โดยมีหลายต่อหลายครั้งที่เรือของทั้งสองชาติหวิดจะปะทะกันในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากต่างฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะที่อยู่ทะเลจีนตะวันออก ซึ่งจีนเรียกว่า หมู่เกาะเตียวหยู ขณะที่ญี่ปุ่นเรียกว่า หมู่เกาะเซนกากุ
นอกจากนี้ จีนเองก็ได้ประกาศเขตปกป้องตัวเองทางน่านฟ้า (เอดีไอแซด) เหนือทะเลจีนตะวันออก เมื่อปลายปีที่แล้ว จึงยิ่งเป็นการส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของทั้งสองชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บวกกับจีนเองก็ได้เพิ่มเสริมแกร่งทางด้านกองทัพขึ้นมา โดยสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม (เอสไอพีอาร์ไอ) กล่าวว่า งบประมาณทางด้านการทหารของจีนในปีที่แล้วเพิ่มขึ้นถึง 7.4% เทียบกับปีก่อนหน้า หรือเป็นมูลค่าสูงถึง 1.88 แสนล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว
ความเคลื่อนไหวจากญี่ปุ่นในการผ่อนคลายกฎการส่งออกอาวุธของญี่ปุ่นดังกล่าว จึงทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่าเป็นการถ่วงดุลอำนาจจากจีนในเอเชียที่เพิ่มขึ้น เพราะต้องไม่ลืมว่าจีนไม่ได้เป็นชาติเดียวที่มีปัญหากับญี่ปุ่น
นารูชิเกะ มิจิชิตะ ผู้อำนวยการโครงการการศึกษาระหว่างประเทศและความมั่นคงของสถาบันบัณฑิตศึกษาเพื่อการศึกษาทางด้านนโยบายแห่งชาติของญี่ปุ่น ระบุว่า ญี่ปุ่นต้องการที่จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการสร้างสมดุลอำนาจในเอเชีย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นสถานการณ์ “วินวินวิน” โดยผู้ที่ได้ประโยชน์นั้นไม่ใช่แต่เพียงสหรัฐ ทว่ายังเป็นการสร้างหุ้นส่วนที่สำคัญกับออสเตรเลียและอินเดียด้วย รวมไปถึงชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง เวียดนามและฟิลิปปินส์ ซึ่งมีปัญหาพิพาทน่านน้ำกับจีนด้วย
“การจัดหาอาวุธให้กับประเทศเหล่านี้ เราจะสามารถทำเงินได้สามารถสร้างสมดุลกับจีนได้ และยังเป็นการเสริมความแข็งแกร่งกับหุ้นส่วนของเรา รวมถึงยังเสริมพลังให้กับประเทศเหล่านี้อีกด้วย ซึ่งนี่แหละเป็นสถานการณ์วินวินวิน” มิจิชิตะ กล่าว
ไม่เพียงแต่เป็นการถ่วงดุลอำนาจกับทางจีนเท่านั้น นักวิเคราะห์บางส่วนยังมองว่าท่าทีของญี่ปุ่นนี้ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจของสหรัฐที่ลดลงด้วย โดย โยซูเกะ อิโซซากิ ที่ปรึกษาทางด้านความมั่นคงของอาเบะ ได้ระบุว่า สหรัฐไม่สามารถมีบทบาทเป็นตำรวจโลกได้อีกต่อไป
“จะไม่มีอีกแล้วสำหรับยุคที่ญี่ปุ่นไม่สามารถทำอะไรได้เลย และพึ่งพาสหรัฐที่จะเข้ามาปกป้องเรา ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากขึ้นที่เราต้องรับผิดชอบในส่วนของเราไปพร้อมๆ กับสหรัฐ” อิโซซากิ กล่าวที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้แล้ว การผ่อนคลายกฎครั้งนี้นักวิเคราะห์ก็ยังมองอีกว่า จะเปิดให้บริษัทผู้ผลิตอาวุธของญี่ปุ่นเปิดเริ่มเข้าไปมีบทบาทในตลาดการค้าอาวุธของโลกมากขึ้นอีกด้วย เพราะจากเดิมบริษัทในญี่ปุ่นมีลูกค้าเพียงรายเดียวคือ กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น นอกจากนี้การผ่อนกฎยังส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอาวุธ หรืออุปกรณ์ทางการทหารแต่ละชิ้นของบริษัทในประเทศลดน้อยลงด้วย
ไม่เพียงเท่านั้นการเข้าร่วมผลิตหรือพัฒนาอาวุธจะยังเปิดทางให้ญี่ปุ่นสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยได้ เพราะก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นไม่ได้มีการร่วมมือในการผลิตอาวุธกับประเทศอื่นๆ ดังนั้นแล้วการเปลี่ยนแปลงนี้จึงอาจจะเป็น “จุดเริ่มต้น” ที่ค่อยๆ ส่งผลทางด้านบวกต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น
เห็นได้จาก โนบูชิเกะ ทากะมิซาวะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการของสภาความมั่นคงแห่งชาติญี่ปุ่น ระบุว่า การร่วมพัฒนาเทคโนโลยีอาวุธกับต่างประเทศไม่เพียงแต่จะช่วยให้บริษัทต่างๆ เข้าถึงเทคโนโลยี แต่ยังช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันของบริษัทเหล่านี้ด้วย
ขณะเดียวกัน ฟิล ฟินเนแกน ผู้อำนวยการฝ่ายการวิเคราะห์บริษัท ของทีล กรุ๊ป บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมทางด้านกลาโหมและอวกาศได้ประเมินว่า โอกาสที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะได้จากการขายอุปกรณ์ของกองทัพนั้นมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากขณะนี้ต้นทุนการผลิตของบริษัทญี่ปุ่นค่อนข้างสูง
“ไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทว่าในระยะยาวแล้วบริษัทเหล่านี้สามารถมีบทบาทสำคัญในตลาดระหว่างประเทศได้” ฟินเนแกน กล่าว
นโยบายดังกล่าว แม้ว่าจะมีผลประโยชน์อย่างยิ่งต่อทางญี่ปุ่นทั้งในแง่ของด้านการเมืองในภูมิภาคและทางเศรษฐกิจ ทว่าเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน สำหรับความตึงเครียดที่อาจจะเกิดขึ้นในเอเชีย เพราะทั้งญี่ปุ่นและจีนก็ต่างเป็นชาติยักษ์ใหญ่ เห็นได้จากความเคลื่อนไหวที่ทั้งสองชาติก็ต่างพยายามผูกมิตรกับชาติเพื่อนบ้านเพื่อสร้างพันธมิตร เพื่อถ่วงดุลอำนาจกันและกันไว้







