posttoday
เมินประชามติรธน.คสช.ได้ไม่คุ้มเสีย

เมินประชามติรธน.คสช.ได้ไม่คุ้มเสีย

08 กรกฎาคม 2557

การจัดทำ “รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว” กลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจมากที่สุดในเวลานี้ว่าที่สุดแล้วคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การจัดทำ “รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว” กลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจมากที่สุดในเวลานี้ว่าที่สุดแล้วคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะออกแบบอย่างไร หลังจากมีรายงานว่าคณะกรรมการที่รับผิดชอบเรื่องนี้ที่มี “วิษณุ เครืองาม” เป็นผู้รับผิดชอบได้เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้า คสช. พิจารณาแล้ว

สำหรับสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญจะมีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วน ประกอบด้วย 1.อำนาจการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของ คสช. 2.ที่มาและอำนาจหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ 3.กระบวนการตรารัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เมื่อปี 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้ออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ให้ คปค.อยู่เหนือรัฐบาล สนช. และการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ภายหลังมีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้ประกาศบังคับใช้ ปรากฏว่า คปค.ได้กลายมาเป็น “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” (คมช.) โดยประธาน คมช.มีอำนาจเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี พร้อมกับสามารถเรียกประชุมร่วมกันระหว่าง คมช.และคณะรัฐมนตรีได้เช่นกันในกรณีที่เห็นมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน

นอกเหนือไปจากการมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหารแล้ว คมช.ยังสามารถควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติได้ด้วย กล่าวคือ มีอำนาจแต่งตั้งสมาชิก สนช. (ครั้งนั้นมีการแต่งตั้งจำนวน 242 คน) ส่วนการตราร่างรัฐธรรมนูญนั้นปรากฏว่า คมช.ได้เข้ามาคุมถึง 3 ขั้นตอน ดังนี้

เลือกบุคคลมาทำหน้าที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 100 คน จากบุคคลที่ผ่านการคัดเลือกของสมัชชาแห่งชาติจำนวน 200 คน

แต่งตั้งบุคคลจำนวน 10 คนเข้าไปเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจากทั้งหมด 35 คน

เรียกคณะรัฐมนตรีประชุมร่วมกับ คมช. เพื่อหยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุง และประกาศให้มีผลบังคับใช้ได้หากเกิดกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ผ่านการทำประชามติ

จากแนวทางที่ คมช.ได้ทำเอาไว้มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่แม้รัฐบาล สนช. และสภาปฏิรูปการเมือง เข้ามาใช้อำนาจอธิปไตยทั้งด้านบริหารและนิติบัญญัติ แต่ คสช.จะต้องคงอำนาจของตัวเองให้อยู่เหนือทุกภาคส่วนเอาไว้ทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อให้อำนาจการบริหารประเทศมีความกระชับ

ดังจะเห็นได้จากการที่เริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวว่า พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยตัวเอง ไปจนถึงการเข้าไปแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบางส่วน รวมทั้งเตรียมตัดประเด็นการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกไป

ถึง คสช.ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ แต่ก็เป็นประเด็นสำคัญที่ คสช.เองต้องตระหนักและชั่งน้ำหนักถึงข้อดีและข้อเสียอยู่พอสมควร

ทั้งนี้ หากถึงที่สุดแล้ว คสช.ตัดสินใจตัดกระบวนการทำประชามติออกไป ย่อมแสดงให้เห็นว่า คสช.กำลังหวั่นไหวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามอยู่ไม่น้อย โดยเป็นไปได้ที่ คสช.ได้เห็นตัวอย่างภาวะเกือบล้มเหลวของ คมช.มาแล้วที่ตัดสินใจทำประชามติ

เวลานั้น คมช.ไม่ได้สั่งห้ามการเคลื่อนไหวและการแสดงความคิดเห็นในทางการเมืองเหมือนกับที่ คสช.ทำในปัจจุบัน จนเป็นช่องให้แกนนำพรรคไทยรักไทยสามารถรณรงค์จัดกิจกรรมให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิโดยให้ลงคะแนนไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ แม้กิจกรรมของพรรคไทยรักไทยจะไม่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำ หลังจากมีประชาชนให้ความเห็นชอบ 57% แต่ตัวเลขที่ออกมาถือว่าน้อยกว่าที่ คมช.ตั้งความหวังเอาไว้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ คมช. ทำให้ คสช.มองว่าการทำประชามติจะกลายเป็นโอกาสที่ขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามสามารถเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช.ผ่านการจัดกิจกรรมให้ประชาชนใช้สิทธิลงคะแนนไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.

ครั้น คสช.จะออกคำสั่งห้ามไม่ให้จัดกิจกรรมทางการเมืองเพื่อเปิดเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญระหว่างการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิออกเสียงว่าจะเห็นชอบหรือไม่ อีกด้านหนึ่งย่อมส่งผลลบในด้านความเป็นประชาธิปไตยของ คสช.เช่นกัน หรือหากปล่อยให้ทำประชามติแต่ไม่ผ่านหรือผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนเกิน 50% ไม่มากนัก ย่อมส่งผลต่อความชอบธรรมและความสง่างามทางการเมืองของ คสช.เข้าอย่างจัง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการทำประชามติจะมีผลเสียต่อ คสช.เพียงอย่างเดียว เพราะการทำประชามติในอีกบริบทหนึ่งจะเป็นตราประทับความสำเร็จของการปฏิรูปประเทศด้วย

ต้องไม่ลืมการทำประชามติถือว่าเป็นกระบวนการที่ทำให้ประชาชนสามารถแสดงออกต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้โดยตรงตามกระบวนการประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังเป็นบรรทัดฐานทางประชาธิปไตยที่ได้รับการยอมรับจากฝ่ายการเมือง

ต่อให้สภาปฏิรูปจะเปิดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนในรูปแบบไหน แต่เมื่อการจัดทำกฎหมายแม่บทของประเทศอยู่ภายใต้เงื่อนไขของ คสช. โดยไม่ผ่านการทำประชามติ ย่อมหนีไม่พ้นการถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เป็นประชาธิปไตยแน่นอน

วิธีที่จะแก้ข้อครหานี้ได้ดีที่สุด คือ การยอมให้เกิดกระบวนการประชามติเพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ตามสิทธิทางการเมืองโดยตรง อย่างน้อยฝ่ายที่จ้องโจมตี คสช.ว่าไม่เป็นประชาธิปไตยก็ไม่อาจทำได้เต็มไม้เต็มมือมากนัก

เหนืออื่นใด ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านการทำประชามติ ย่อมจะเป็นการปิดช่องไม่ให้ฝ่ายการเมืองในอนาคตสามารถใช้อำนาจเสียงข้างมากรื้อรัฐธรรมนูญได้ง่ายๆ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้วางหลักไว้แล้วว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะต้องผ่านการทำประชามติและไม่ขัดกับหลักนิติธรรม

ในทางกลับกัน หากไร้ซึ่งการทำประชามติมารองรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฝ่ายเสียงข้างมากในอนาคตอาจอาศัยเรื่องการไม่มีกระบวนการประชามติมาเป็นข้ออ้างเพื่อปรับเปลี่ยนรัฐธรรมนูญได้ ทั้งๆ ที่อาจจะยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น บางทีการเปิดให้ทำประชามติอาจเป็นการเสี่ยงที่คุ้มค่ามากกว่า

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก