
ลุงแซมฟื้นได้เพระรัฐอุ้มทุ่มอัดฉีดคิวอี-ดอกต่ำ ทำโลกป่วน
หากเทียบกันในบรรดา 4 ขุนพลทางเศรษฐกิจของโลก อันได้แก่ สหรัฐ สหภาพยุโรป (อียู)
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
หากเทียบกันในบรรดา 4 ขุนพลทางเศรษฐกิจของโลก อันได้แก่ สหรัฐ สหภาพยุโรป (อียู) จีน และญี่ปุ่น อาจกล่าวได้ว่า สหรัฐ เป็นประเทศที่มีศักยภาพในการฟื้นตัวจากวิกฤตการเงินปี 2009 มากที่สุดในขณะนี้
โดยตัวเลขการจ้างงานในเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้นอีก 2.8 แสนตำแหน่ง ซึ่งส่งผลให้สัดส่วนการว่างงานของสหรัฐลดลงไปแตะอยู่ที่ระดับ 6.1% ซึ่งนับว่าต่ำสุดตั้งแต่เดือน ก.ย. 2008
ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักได้แสดงทัศนะตรงกันว่า เศรษฐกิจสหรัฐที่หดตัวอย่างรุนแรงที่ 2.9% ต่อปีในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา น่าจะกลับมาขยายตัวได้ที่ 3% ในปีนี้ โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจที่หดตัวอย่างรุนแรงในช่วงเดือน ม.ค.มี.ค. เป็นผลสืบเนื่องมาจากสภาวะอากาศหนาวรุนแรงเมื่อต้นปี
อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวดีได้อย่างรวดเร็วล้วนเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลวอชิงตันใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นการฉีกตำราเศรษฐศาสตร์สำนักเสรีนิยมของ อดัม สมิธ เลยทีเดียว
โดยมีธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ที่เปรียบเทียบได้กับการอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งหากนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2009 เป็นต้นมา ทางเฟดใช้มาตรการคิวอีมาแล้วถึง 3 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดสหรัฐอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจถึงเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.7 ล้านล้านบาท) เลยทีเดียว
ขณะเดียวกัน สหรัฐยังใช้มาตรการกดดอกเบี้ยให้ต่ำใกล้ศูนย์ ซึ่งนับเป็นการกระตุ้นให้มีการกู้เงินจากธนาคารมากขึ้น ขณะที่นักลงทุนหันไปลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงมากกว่าเงินฝาก
ทั้งสองมาตรการนับเป็นการเพิ่มปริมาณเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ การใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายยังเป็นการจุดระเบิดให้ตลาดหุ้นสหรัฐทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยล่าสุดดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์สร้างสถิติด้วยการทะยานขึ้นทะลุ 1.7 หมื่นจุดไปแล้ว นับเป็นหลักไมล์ที่สำคัญที่แสดงถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเลยทีเดียว
ซึ่ง พอล ไวส์แมน คอลัมนิสต์จากสำนักข่าวเอพี ระบุว่า ราคาหุ้นที่พุ่งสูงนั้นส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐให้มีการใช้จ่ายสูงขึ้นเช่นกัน
นอกจากนี้ เฟดยังเข้าช่วยเหลือบรรดาธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐให้รอดพ้นจากการล้มละลายด้วยการให้เงินกู้เพื่อต่อลมหายใจ อาทิ เฟดได้เข้าช่วยบริษัท อเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป อิงก์ (เอไอจี) ธุรกิจยักษ์ใหญ่ในวงการประกันภัย ด้วยการให้เงินกู้ถึง 8.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
กรณีดังกล่าวนับว่าผิดต่อหลักการเศรษฐศาสตร์แนวเสรีมากทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว สหรัฐควรปล่อยให้บริษัทเหล่านั้นล้มละลายไปตามสภาวะเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดี ความช่วยเหลือดังกล่าวนับว่าช่วยให้ภาคการเงินสหรัฐกลับมาแข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว โดยธนาคารส่วนใหญ่สามารถผ่านการทดสอบความทนทานต่อภาวะวิกฤต (สเตรทเทส) ได้ ทำให้ความเชื่อมั่นในระบบการเงินสหรัฐกลับมาดีดั่งเดิม
ความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นส่งผลให้ธนาคารทำการปล่อยกู้ได้มากขึ้น โดยสัดส่วนการให้สินเชื่อทั้งหมดของสหรัฐในปีนี้เฉลี่ยสูงขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะนี้การให้สินเชื่อแก่ภาคธุรกิจสูงขึ้นถึง 10%
ขณะเดียวกัน ในช่วงฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ผ่านมา รัฐบาลวอชิงตันยังดำเนินนโยบายการคลังสวนทางกับกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่รายอื่นมาโดยตลอด ด้วยการเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาลทุกปีเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่กลุ่มประเทศในยูโรโซนกลับปรับลดการใช้จ่ายลงเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ
ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวอย่างเร็วในปัจจุบัน มีปัจจัยหลักมาจากนโยบายอัดฉีดอย่างรุนแรงของรัฐบาล โดยหากไม่มีการช่วยเหลือของรัฐบาลเศรษฐกิจของสหรัฐอาจจะพินาศไปแล้วก็เป็นได้
ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐสามารถอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ เพราะเมืองลุงแซมมีข้อได้เปรียบประเทศอื่นหลายข้อ อาทิ สหรัฐสามารถพิมพ์ธนบัตรได้โดยไม่ต้องอ้างอิงกับมาตรฐานทองคำ
เนื่องจากสกุลเงินเหรียญสหรัฐเป็นที่ยอมรับในสื่อกลางหลักในการแลกเปลี่ยนของโลก เห็นได้จากการแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างๆ มักทำผ่านสกุลเงินเหรียญสหรัฐทั้งนั้น ขณะเดียวกันสกุลเงินเหรียญสหรัฐยังเป็นสกุลเงินเดียวที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ยอมรับสำหรับการซื้อน้ำมัน
กรณีดังกล่าว จึงทำให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐมีอิทธิพลอย่างมากบนเวทีโลก และยังทำให้สหรัฐสามารถพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้ได้อย่างไม่จำกัดโดยไม่ต้องกลัวภาวะเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่ารัฐบาลวอชิงตันจะประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ แต่ที่เป็นผลกระทบตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ความผันผวนของเศรษฐกิจในประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่
เนื่องจากการใช้นโยบายคิวอีไม่ได้กระตุ้นให้มีการเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงเฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่ทำให้นักลงทุนหันไปลงทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่าอีกด้วย
ส่งผลให้ในช่วงที่สหรัฐอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดทุนของประเทศตลาดเกิดใหม่บูมอย่างยิ่งยวด ดังนั้นเมื่อเฟดปรับลดการใช้คิวอีเมื่อต้นปี จึงทำให้ประเทศตลาดเกิดใหม่ประสบกับภาวะทุนไหลออกอย่างรุนแรง
ความปั่นป่วนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ทำให้สหรัฐยอมบูชายัญเพื่อแลกกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศเพียงประเทศเดียว
จึงไม่แปลกนักที่ขณะนี้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะยังอยู่ในภาวะที่ไม่สู้ดีนัก โดยล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประกาศปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้เหลือที่ระดับ 3.6% เท่านั้น จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.9%
กรณีดังกล่าว ย่อมไม่ส่งผลดีต่อสหรัฐในระยะยาวแน่นอน เพราะในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะพึ่งพากัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าสหรัฐก็จำเป็นต้องพึ่งการเติบโตของประเทศอื่นเช่นกัน แม้สหรัฐจะเป็นประเทศที่ขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดและเน้นการเติบโตจากการบริโภคภายในเป็นสำคัญก็ตาม







