
"รื้อโควตาสลาก"อย่าให้เป็นสมบัติผลัดกันชม
ดูท่าว่าการแก้ปัญหาสลากเกินราคาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ดูท่าว่าการแก้ปัญหาสลากเกินราคาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะไม่ง่ายเหมือนอย่างการเร่งจ่ายเงินจำนำข้าวให้ชาวนาเสียแล้ว ความตั้งใจที่จะคืนความสุขให้พี่น้องประชาชนได้ซื้อสลากตามราคา 80 บาท โดยการจะรื้อโควตาพ่อค้าแม่ค้า โดยยังไม่เข้าใจเครือข่ายที่วุ่นวายของธุรกิจสลากที่มีผลประโยชน์จากการขายสลากเกินราคาถึง 3 หมื่นล้านบาทต่อปี อาศัยช่องว่างของระบบการตลาดที่บิดเบือนค้ากำไร
แถมยังมีตัวละครที่เกี่ยวข้องมากมายหลายวงการ นับตั้งแต่ องค์กร มูลนิธิ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ มาเฟีย ลิ่วล้อ คนพิการ คนเดินเร่ขายสลาก ไปจนถึงชาวนา ชาวไร่ ใครว่างงาน ตกงาน พอมีสตางค์หรือเข้าหานายทุนกู้เงินนอกระบบได้ก็สามารถมีอาชีพขายสลากกันได้แบบเสรีถ้วนหน้า ทำให้การแก้ปัญหาหากใช้ยาแรงก็เหมือนรังแกคนจนอีก
ล่าสุดหากจับคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ยอมลดระดับความเข้มข้นขอไม่ให้เกินคู่ละ 92 บาท และยอมรับว่าการที่ยังแก้ปัญหาไม่ได้เนื่องจากหลายอย่างติดอยู่ในสัญญาเดิม หลายอย่างจะต้องหมดสัญญาในเร็ววันนี้และต้องหาวิธีว่าทำอย่างไรให้ประชาชนหรือพี่น้องที่ทำมาหากินด้วยการขายลอตเตอรี่ไม่เดือดร้อน
ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า คสช.ยอมให้ขายสลากเกินราคาได้จากราคาต้นทุนที่ 72.40 บาท ให้มีส่วนต่างเกือบ 20 บาท แต่การออกมาคาดโทษผู้ขายเกินราคาเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณถึงบรรดาเจ้าพ่อ เจ้าแม่สลาก ให้ได้ร้อนๆ หนาวๆ เพราะอาจจะถูกตัดโควตาทิ้งเมื่อหมดสัญญา
ล่าสุดในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มีสลากกินแบ่งรัฐบาลประมาณ 42 ล้านฉบับ จาก 50 ล้านฉบับที่หมดโควตา ในส่วนนี้เป็นโควตาของผู้ค้าสลากรายย่อยกว่า 3 หมื่นราย และผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งปกติโควตาสลากจะให้กันครั้งละ 2 ปี แต่ใช้วิธีต่อสัญญาทุกปี โควตาที่หมดรอบนี้ยังเหลือสัญญาอีก 1 ปี จึงเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ยังไม่มีใครกล้าเข้าไปรื้อโควตาส่วนนี้ เพราะเกรงว่าจะถูกฟ้องร้อง
ส่วนโควตาสลากการกุศลจำนวน 2 ล้านฉบับ ที่หมดอายุไปแล้วในเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นโควตาของบริษัท เกิดสุขการค้า บริษัท วิงส์อาร์มส์ แอนด์ เรดิโอส์ ที่เคยเป็นกรณีว่าถูกเรียกเงินใต้โต๊ะ ขณะนี้เข้าใจว่าได้ยกโควตานี้ให้มูลนิธิสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลส่วนที่เป็นผู้เกษียณไปแล้ว
การรื้อโควตาสลากใหม่ทั้งหมดถือว่าเป็น “งานช้าง” ของ คสช. และของ สมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลคนใหม่ รวมถึงว่าที่ผู้อำนวยการสลากฯ ที่อยู่ระหว่างการสรรหา
เพราะหากพลิกดูโครงสร้างสลาก 72 ล้านฉบับ จะพบว่าแยกเป็นสลากกินแบ่งรัฐบาล 50 ล้านฉบับ ซึ่งจัดสรรโควตาให้ทั้งรายย่อยและองค์กรมูลนิธิรวมกว่า 3.07 หมื่นราย คิดเป็น 5 แสนเล่ม เป็นเงินราว 2,000 ล้านบาท
แยกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ 1.รายย่อยส่วนกลาง จำนวน 1.06 หมื่นราย คิดเป็น 1.46 แสนเล่ม มีทั้งคนทั่วไปและคนพิการได้โควตาจากส่วนนี้ 2.รายย่อยส่วนภูมิภาค 1.99 หมื่นราย คิดเป็น 1.9 แสนเล่ม ทั้งนี้แยกเป็นสลากที่จัดสรรผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งจะแบ่งโควตาให้กับบุคคลทั่วไปและผู้พิการ ส่วนที่เหลือจัดสรรผ่านสำนักงานคลังจังหวัด 3.นิติบุคคล 63 ราย จำนวน 1.72 หมื่นเล่ม มีทั้งจากส่วนกลางและภูมิภาค 4.องค์กร มูลนิธิ และสมาคม 95 องค์กร จำนวน 1.45 แสนเล่ม
ล่าสุด สำนักงานสลากฯ อนุมัติเพิ่มสลากอีก 2 ล้านฉบับ เพื่อจัดให้คนพิการโดยเฉพาะ ทำให้ยอดการพิมพ์สลากเพิ่มเป็นงวดละ 74 ล้านฉบับ จะเริ่มในงวด ส.ค.นี้
ขณะที่สลากการกุศล 2.2 แสนเล่ม จัดสรรให้กับนิติบุคคล (บริษัท และ หจก.) 1.17 แสนเล่ม สมาคมคนพิการและองค์กรการกุศลอีก 1.02 แสนเล่ม
ปัญหาคือ ทั้งองค์กร มูลนิธิ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ที่ได้โควตารายย่อย คนพิการ มากกว่าครึ่งหนึ่งของสลากทั้งหมดพากันขายสลากกลับมาให้ผู้ค้ารายใหญ่ที่รู้จักกันในนาม 5 เสือ หรือ 5 บริษัท ที่มี “เจ๊แดง” ปลื้มจิตต์ กนิษฐสุต เจ้าของบริษัท สลากมหาลาภ บริษัท ปลื้มวัธนา และ บริษัท ไดมอนด์ ล็อตโต้ และ “เจ๊สะเรียง” สะเรียง อัศววุฒิพงษ์ เจ้าของบริษัท หยาดน้ำเพชร และ บริษัท บีบี เมอร์ชานท์ ซึ่งปัจจุบันสองเจ๊ก็ยังจัดเป็นขาใหญ่ผู้มากบารมีในวงการนี้ แม้สภาพร่างกายที่โรยรา อาจทำให้ไม่เรืองอำนาจเท่ากับสมัย 20 ปีก่อน
จึงทำให้เกิดคลื่นลูกใหม่ในวงการไม่ว่าจะเป็นเจ๊ตุ่ม แผงข้างสำนักงานสลากฯ คอกวัว และอีกหลายเจ๊ นอกจากนี้ ยังมีชื่อของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่เข้ามาเป็นกรรมการและถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด ขวัญฤดี ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเจ๊แดง ที่ส่งช่วงธุรกิจนี้ให้ลูกสาวบุญธรรม คือ ขวัญฤดี กนิษฐสุต เป็นผู้ดูแล
และที่ขาดไม่ได้ คือกลุ่มมาเฟียคนพิการที่อยู่เบื้องหลังม็อบคนพิการ มักจะพากันมาขอโควตา พอได้ไปแล้วก็เอาไปขายต่อให้หัวหน้ากลุ่มคนพิการอีกต่อหนึ่ง เมื่อนำไปรวมเล่มก็จะมีรายกลางมารับซื้อไปขายรายย่อยอีกทอดหนึ่ง กว่าจะถึงมือประชาชน ราคาก็ขยับมาอยู่ที่ 9395 บาทแล้ว ทำให้พวกเดินเร่ ขับจักรยานขาย ต้องขายในราคา 100110 บาท และถ้าเป็นชุดเลขสวยก็ขายกันในราคา 120140 บาท
ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า “การรื้อโควตา” ถือว่าถูกจุดแล้วหรือ และจะสามารถถอนรากถอนโคนได้หรือไม่ ?????
แม้ในอนาคต ทั้งเจ๊แดง เจ๊สะเรียง เจ๊ตุ่ม จะถูกตัดโควตาจริง แต่ถามว่าจะตัดวงจรไม่ให้รายย่อยพวกองค์กร มูลนิธิที่ได้โควตา วิ่งเอาไปขายผู้ค้ารายใหญ่เองได้อย่างไร เพราะรายย่อยที่ได้โควตามากกว่าครึ่งเป็นพวกที่ไม่ทำอาชีพค้าสลากตัวจริง บางคนได้มาแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ บางคนได้เพราะเส้นสาย หรือตั้งเป็นองค์กรคนพิการปลอมๆ เมื่อได้มาแล้วก็จะขายสิทธิให้รายใหญ่ ยกกันเป็นปีๆ
ทำให้คนวงในกำลังจับตาเรื่องนี้ว่า การรื้อโควตาสลากหนนี้จะเปรียบเหมือนเป็น “สมบัติผลัดกันชม” หรือไม่
แต่ผลจากการส่งสัญญาณรื้อโควตาครั้งนี้ ได้ข่าวว่าขณะนี้มีคนพยายามทำตัวเป็น “ล็อบบี้ยิสต์” เดินเข้าออกสำนักงานฯ กันมากหน้าหลายตา ด้วยความหวังจะเป็นผู้ครอบครองโควตาที่ คสช. ดึงเอามาจากคนเก่า ขณะที่คนเก่าในวงการก็กำลังวิ่งโร่หาเส้นให้ตัวเองได้โควตาต่อไป
นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องจับตาคือการเปิดรับสมัครผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ ท่ามกลางสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานที่ คสช.ส่งสัญญาณจะรื้อโควตา ซึ่งหมายถึงการขัดผลประโยชน์ของผู้มีอิทธิพลที่ฝังรากลึก นอนกินผลประโยชน์จากธุรกิจนี้มานาน 2030 ปี ถามว่าจะมีใครกล้าเข้ามาสมัครนอกจากคนที่มีการเมืองหนุนหลัง
ดังนั้น การเดินหน้าแก้ปัญหาสลากเกินราคาจากนี้ไปถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับ คสช.ที่เสี่ยงต่อชื่อเสียงที่อาจถูกมองว่าต้องการเข้ามามีประโยชน์จากการรื้อโควตา ที่มองได้ทั้งมุมที่จะมาเล่นบทโหดเพื่อจะหาประโยชน์จากคนเก่า หรือดันกลุ่มผลประโยชน์ใหม่เข้ามาแทน แต่หาก คสช.ทำสำเร็จถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าทำหรือคิดจะทำมาก่อน







