
จี้ไทยเร่งแก้ค้างาช้างผิดกฏหมาย
กลายเป็นข่าวด้านลบของไทยกระฉ่อนโลกอีกครั้ง เมื่อทราฟฟิค องค์กรระหว่างประเทศที่ตรวจสอบการค้าของป่า ที่มีสำนักงานอยู่ในเมืองเคมบริดจ์ของอังกฤษ ได้เปิดเผยว่า ปริมาณสินค้าจากงาช้างที่วางขายในกรุงเทพฯ ของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมากถึงเกือบ 3 เท่าตัว ในระยะเวลาเพียงแค่ 1 ปีครึ่ง
กลายเป็นข่าวด้านลบของไทยกระฉ่อนโลกอีกครั้ง เมื่อทราฟฟิค องค์กรระหว่างประเทศที่ตรวจสอบการค้าของป่า ที่มีสำนักงานอยู่ในเมืองเคมบริดจ์ของอังกฤษ ได้เปิดเผยว่า ปริมาณสินค้าจากงาช้างที่วางขายในกรุงเทพฯ ของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมากถึงเกือบ 3 เท่าตัว ในระยะเวลาเพียงแค่ 1 ปีครึ่ง
ทราฟฟิค พบว่า จำนวนสินค้าที่ทำมาจากงาช้างที่วางขายอยู่ในร้านต่างๆ ในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 5,715 ชิ้น ในเดือน ม.ค. 2013 ทว่า ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา กลับพบว่ามีสินค้าจากงาช้างวางขายสูงถึง 1.4512 หมื่นชิ้นเลยทีเดียว ขณะเดียวกันร้านค้าที่ขายสินค้าจากงาช้างในเมืองหลวงก็เพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกันจาก 61 ร้าน ในเดือน ม.ค. 2013 ไปอยู่ที่ 105 ร้าน ในเดือน ธ.ค. 2013
ตัวเลขดังกล่าวเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ปริมาณการค้างาช้างในไทยนั้นมากกว่าซัพพลาย ของงาช้างที่ขายได้ถูกต้องตามกฎหมาย ที่เปิดทางให้มีการขายงาช้างจากช้างในประเทศได้ ซึ่งนั่นหมายความว่า จำนวนของสินค้าจากงาช้างดังกล่าวไม่ได้มาจากงาช้างในประเทศไทยเท่านั้น ทว่า งาช้างเหล่านี้มาจากการลักลอบนำงาช้างแอฟริกาเข้ามาขายอย่างผิดกฎหมาย ที่ส่งผลให้มีการล่าช้างแอฟริกามากขึ้น
“ความพยายามของไทยที่จะควบคุมตลาดงาช้างในท้องถิ่นนั้นล้มเหลว และตลาดค้างาช้างของไทยนั้นอยู่ในภาวะที่ควบคุมไม่ได้แล้ว ที่ได้จุดชนวนวิกฤตการล่าช้างแอฟริกาในขณะนี้ รวมถึงยังเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของไทยในสายตาชาวโลกอีกด้วย” นาโอมิ โดอัค ผู้ประสานงานประจำภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงของทราฟฟิคซึ่งเป็นผู้ทำการศึกษาชิ้นนี้ ระบุพร้อมประเมินว่า งาช้างมากกว่า 80% ที่ขายในกรุงเทพฯ นั้นมาจากนอกประเทศ
“ทราฟฟิคเรียกร้องให้ไทยดำเนินการแก้ไขปัญหาทันที และดำเนินการขั้นเด็ดขาดต่อการค้างาช้างผิดกฎหมาย” โดอัค กล่าว
ขณะเดียว โดอัค ยังระบุว่า ต้องการเห็นไทยแก้ไขปัญหานี้ หลังจากที่ไทยได้รับปากมาตั้งแต่ 10 ปีก่อนแล้วว่าจะเดินหน้าแก้ไขบทกฎหมายให้ การค้างาช้างแอฟริกาในไทยนั้นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย
การสำรวจของทราฟฟิค พบว่า สินค้าจากงาช้างที่ขายในไทยนั้นออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ตะเกียบกำไล ปิ่นปักผม รวมไปถึงลูกปัด
จากตัวเลขดังกล่าวที่พบโดยทราฟฟิค วอยซ์ ออฟ อเมริกา สื่อชื่อดังจากเมืองลุงแซมจึงคาดการณ์ว่า ไทยน่าจะเผชิญกับการถูกตรวจสอบเกี่ยวกับการค้างาช้างผิดกฎหมายมากขึ้น ในการประชุมอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส) ที่จะจัดขึ้นในเจนีวาสัปดาห์หน้า
ทั้งนี้ ข้อมูลจากไซเตสระบุว่า ช้างแอฟริกาถูกฆ่าไปราว 2 หมื่นตัว จากที่เหลืออยู่ทั้งหมด 5 แสนตัวในปีที่แล้ว โดยเป้าหมายสำคัญของการล่าก็เพื่อต้องการงาช้างเพื่อนำมาตอบสนองความต้องการของคนในเอเชีย ซึ่งจีนและเวียดนามนั้นเป็น 2 ชาติที่มีการใช้งาช้างเป็นยาสมุนไพร รวมไปถึงสำหรับชาวจีนที่ร่ำรวย เชื่อว่างาช้างจะนำโชคมาให้







