posttoday
ปี่พาทย์ไม้นวม

ปี่พาทย์ไม้นวม

29 มิถุนายน 2557

ปี่พาทย์คณะ คสช.จะมาไม้ไหน? สำนวน “จะมาไม้ไหน” คงจะมาจากการเล่นปี่พาทย์นี่แหละ

ปี่พาทย์คณะ คสช.จะมาไม้ไหน?

สำนวน “จะมาไม้ไหน” คงจะมาจากการเล่นปี่พาทย์นี่แหละ

ตอนที่ผู้เขียนเป็นนิสิตปี 1 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ใน พ.ศ. 2519 มีวิชาเลือกที่เขานิยมเรียนกัน ชื่อวิชาเป็นภาษาอังกฤษว่า Music Appreciation แต่พวกเราที่ลงเรียนวิชานี้เรียกกันห้วนๆ ว่า “มิวสิคอัพพรี” (ที่จริงออกเสียงอีก “อัป” แต่มีความหมายไม่ไพเราะ) ต้องเดินข้ามถนนพญาไทไปเรียนที่คณะครุศาสตร์เพราะเป็นวิชาของคณะครุศาสตร์ สอนโดยท่านอาจารย์ ดร.โกวิทย์ ขันธศิริ ซึ่งหลายท่านคงจะพอทราบว่าท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งดนตรีไทยและสากล

ว่าไปแล้วเนื้อหาหลักของวิชานี้สอนเกี่ยวกับการฟังเพลงให้เพราะ (อย่างที่คนที่ร้องเพลงไม่เป็นผลไม้ชอบพูดกวนๆ ว่า เพลงจะเพราะไม่เพราะ ไม่ได้อยู่ที่คนร้อง แต่อยู่ที่คนฟัง) ซึ่งวิชานี้ถ้าจะแปลเป็นไทยให้หรูๆ น่าจะแปลได้ว่า “สุนทรียะแห่งคีตกรรม” ท่านอาจารย์บอกว่าเป็นวิชาของชนชั้นสูง ชนชั้นนำ และชนชั้นปกครอง (มิน่าคนที่เรียนรัฐศาสตร์จึงชอบมาเรียน ไม่ใช่เป็นเพราะว่าเป็นอีกวิชาหนึ่งที่แจก A มากที่สุด) ใครที่อยากเป็นผู้เป็นคนต้องเรียนวิชานี้

แล้วท่านก็ยกประวัติศาสตร์ทั้ง 5 (ความหมายเหมือนกันกับแม่น้ำทั้ง 5 นั่นแหละ) เกี่ยวกับความเป็นมาของวิชาการฟังดนตรีนี้ว่า เป็น 1 ใน 5 อภิมหาวิชาที่กำเนิดขึ้นเป็นวิชาแรกๆ ในโลก ที่ปัญญาชนตั้งแต่ครั้งโบราณนั้นต้องศึกษาเล่าเรียน เพื่อให้ “เป็นผู้เป็นคน” ดังนั้นใครที่ไม่เรียนวิชาเหล่านี้ก็ไม่มี “อารยะ” พอที่จะเป็นคน ไม่แตกต่างอะไรจากสัตว์อื่นๆ ทั่วๆ ไป หรือต้องอยู่ในฐานะคนชั้นต่ำที่ต้องถูกปกครอง ซึ่งคนที่มาปกครองก็คือคนที่เรียนวิชาทั้ง 5 อันเป็นสุดยอดนี้

ทั้ง 5 วิชา ประกอบด้วย อภิปรัชญา ญาณวิทยา ตรรกศาสตร์ จริยศาสตร์ และสุนทรียศาสตร์ เรียงตามลำดับในเนื้อหาของแต่ละวิชาได้ว่า หนึ่ง ว่าด้วยอะไรคือความจริงของสรรพสิ่ง สอง ว่าด้วยวิธีในการค้นหาความรู้ สาม ว่าด้วยการลำดับเหตุผลและการแก้ปัญหา สี่ ว่าด้วยการแสวงหาคุณธรรมความดีงาม และห้า ว่าด้วยการแสวงหาความสุข

สุนทรียศาสตร์ยังเป็นศาสตร์ย่อยๆ อีกมาก นอกจากดนตรีแล้ว ยังรวมถึงวรรณคดี ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ เช่นเดียวกันในเรื่องของดนตรีก็ยังมีแยกแยะออกไปมากมาย อย่างที่ท่านอาจารย์โกวิทย์สอนก็มีดนตรีไทยกับดนตรีสากลเป็นหลัก โดยไม่ใช่การสอนในเชิงเปรียบเทียบว่าดนตรีพวกไหนดีกว่าหรือไพเราะกว่ากัน แต่สอนเพื่อที่จะย้ำว่าไม่ว่าดนตรีของชาติไหนหรือฟังที่ไหน ก็ล้วนแต่มีความไพเราะสุดๆ เพราะเป็นประดิษฐกรรมหรือการคิดค้นจากอารมณ์อัน “สุดๆ” ของมนุษย์ เพื่อความสุขอันเป็นสุดๆ ของทุกคนเช่นกัน

ในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงแปลบทประพันธ์ของเชกสเปียร์ เรื่อง “เวนิสวานิช” มีวรรคทองที่พวกเราท่องจำกันมาตั้งแต่เรียนมัธยม (น่าเสียดายว่ากระทรวงศึกษาธิการสมัยหลังๆ ไม่นิยมให้นักเรียนท่องอาขยาน สุภาษิต หรือวรรณคดี เพราะมีสติปัญญาคิดได้แต่เพียงว่าอะไรที่เป็นการบังคับเด็กนั้นเป็นวิธีการที่ชั่ว) ว่า “ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดกบฏอัปลักษณ์” หรือในวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่ ก็กล่าวถึงคุณค่าของดนตรีนี้ไว้อย่างซาบซึ้งว่า “อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์” นี่ล้วนแสดงถึงความเป็นที่สุดของ “ดนตรี”“ดนตรีคือการถ่ายทอดนาฏกรรมแห่งธรรมชาติ”

คือคำกล่าวของศาสตราจารย์ พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

นาฏะและนาฏกรรมหมายถึงการทำลีลาตามเสียงและทำนองดนตรี นั้นก็คือการแสดงทุกชนิดที่มีการทำจังหวะหรือเสียงประกอบ ซึ่งล้วนแต่เกิดขึ้นด้วยเหตุผลที่เชื่อมโยงถึงธรรมชาติในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันอันตรายจากธรรมชาติ เช่น การบูชายัญ หรือการวิงวอนขอให้ธรรมชาติดลบันดาลให้เกิดสิ่งต่างๆ ขึ้น เช่น การละเล่นและขับร้องในแต่ละท้องถิ่น หรือการประท้วงต่อธรรมชาติ เช่น การทำดนตรีและการแสดงล้อเลียนธรรมชาติทั้งหลาย

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์พูดถึงดนตรีในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ว่ามีความเชื่อมโยงไปในแนวเดียวกัน รวมถึงเครื่องดนตรีก็มีลักษณะการเล่นและอุปกรณ์ในการเล่นที่คล้ายๆ กัน อย่าง “ระนาด” ก็มีเล่นกันอยู่ในประเทศแถบนี้มาตั้งแต่ครั้งโบราณ จนแยกไม่ออกว่าเริ่มแรกเป็นดนตรีของชาติใด แต่จุดเริ่มต้นน่าจะมาจากการเลี้ยงสัตว์ ที่จะต้องมีอุปกรณ์ผูกคอวัวคอควายที่เรียกว่า “กระดึง” ซึ่งเริ่มแรกน่าจะทำด้วยไม้ รวมทั้ง “เกราะ” (อย่างที่เรียกว่า “ตีเกราะเคาะไม้”) ที่เป็นไม้ใช้ตีเพื่อไล่หรือต้อนปศุสัตว์เหล่านั้น พอพบว่ามีเสียงที่แตกต่างกันในเกราะแต่ละอัน ก็มีคนที่มี “สุนทรีย์” นำมาสร้างเป็นเครื่องดนตรี ที่อาจจะเริ่มจากการแขวนเป็นราวจากสูงลงมาต่ำ ที่เรียกว่า “โปงลาง” หรือนำมาพาดเรียงกันเป็นราวจากซ้ายไปขวา ที่เรียกว่า “ระนาด”

จะเล่ารายละเอียดก็คงจะต้องใช้พื้นที่ของคอลัมน์นี้ทั้งปีจึงจะหมดสิ้นที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์พูดถึงแค่เรื่องดนตรีไทย หรือต้องใช้เวลาของคอลัมน์นี้อีกหลายปีจึงจะครบถ้วนในเรื่องดนตรีไทยและดนตรีตะวันตกที่ท่านอาจารย์โกวิทย์ท่านสอน จึงขอตัดตอนเอาที่ทั้งสองท่านพูดถึงดนตรีไทยในบางแง่บางมุม เพื่อเทียบเคียงการบริหารประเทศอย่างที่ คสช.กำลังดำเนินการอยู่

เครื่องดนตรีไทยแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ เครื่องดีด เครื่องสี เครื่องตี และเครื่องเป่า เมื่อเอาเครื่องเหล่านี้มารวมกันก็จะเรียกว่า “วง” มี 2 จำพวกใหญ่ๆ คือ วงปี่พาทย์ และวงมโหรี (บางทีก็เรียกว่าวงเครื่องสาย) โดยที่วงปี่พาทย์จะมีเครื่องตีและเครื่องเป่า ได้แก่ ระนาด ฆ้องวง และปี่เป็นแกนหลัก ส่วนวงมโหรีจะมีเครื่องดีดและเครื่องสี ได้แก่ พิณและซอเป็นแกนหลัก ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะวงปี่พาทย์ อันเป็นที่นิยมและเข้าถึง “มวลมหาประชาชน” มากกว่า

วงปี่พาทย์มีแยกเป็น “ปี่พาทย์ไม้นวม” กับ “ปี่พาทย์ไม้แข็ง” เพราะใช้ไม้ตีระนาดที่แตกต่างกัน ในขณะที่ระนาดที่ใช้ก็จะมีทั้งระนาดเอกและระนาดทุ้ม ว่ากันว่าแต่ก่อนวงปี่พาทย์มีเฉพาะระนาดเอกและตีด้วยไม้แข็งที่ปลายเป็นตุ้มไม้ทั้งก้อน ตีแล้วเสียงแม้จะสดใสแต่ก็ออกแข็งๆ จึงมีการทำระนาดให้มีรางใหญ่ขึ้นเรียกว่าระนาดทุ้ม เช่นเดียวกันกับฆ้องวงที่ขยายขนาดขึ้นอีกรางหนึ่งเรียกว่าระนาดทุ้ม และเพื่อให้มีเสียงนุ่มนวลก็เอาผ้ามาหุ้มตุ้มไม้ พอตีแล้วเสียงก็จะไพเราะขึ้น

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 บางคนเฝ้าดูอย่างอึดอัดว่า “ทหารกำลังเล่นอะไร” คนที่ชอบดนตรีไทยอาจจะมีความเห็นอย่างผู้เขียนคือ “เขากำลังเล่นดนตรีไทย”

ช้าๆ นุ่มๆ ด้วยระนาดทุ้มกับไม้นวม เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร๊ง...

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรกจาก 19 ประเทศ ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI

Microsoft เลือกไทยประเทศแรกจาก 19 ประเทศ ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI