ปี่พาทย์ไม้นวม
ปี่พาทย์คณะ คสช.จะมาไม้ไหน? สำนวน “จะมาไม้ไหน” คงจะมาจากการเล่นปี่พาทย์นี่แหละ
ปี่พาทย์คณะ คสช.จะมาไม้ไหน?
สำนวน “จะมาไม้ไหน” คงจะมาจากการเล่นปี่พาทย์นี่แหละ
ตอนที่ผู้เขียนเป็นนิสิตปี 1 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ใน พ.ศ. 2519 มีวิชาเลือกที่เขานิยมเรียนกัน ชื่อวิชาเป็นภาษาอังกฤษว่า Music Appreciation แต่พวกเราที่ลงเรียนวิชานี้เรียกกันห้วนๆ ว่า “มิวสิคอัพพรี” (ที่จริงออกเสียงอีก “อัป” แต่มีความหมายไม่ไพเราะ) ต้องเดินข้ามถนนพญาไทไปเรียนที่คณะครุศาสตร์เพราะเป็นวิชาของคณะครุศาสตร์ สอนโดยท่านอาจารย์ ดร.โกวิทย์ ขันธศิริ ซึ่งหลายท่านคงจะพอทราบว่าท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งดนตรีไทยและสากล
ว่าไปแล้วเนื้อหาหลักของวิชานี้สอนเกี่ยวกับการฟังเพลงให้เพราะ (อย่างที่คนที่ร้องเพลงไม่เป็นผลไม้ชอบพูดกวนๆ ว่า เพลงจะเพราะไม่เพราะ ไม่ได้อยู่ที่คนร้อง แต่อยู่ที่คนฟัง) ซึ่งวิชานี้ถ้าจะแปลเป็นไทยให้หรูๆ น่าจะแปลได้ว่า “สุนทรียะแห่งคีตกรรม” ท่านอาจารย์บอกว่าเป็นวิชาของชนชั้นสูง ชนชั้นนำ และชนชั้นปกครอง (มิน่าคนที่เรียนรัฐศาสตร์จึงชอบมาเรียน ไม่ใช่เป็นเพราะว่าเป็นอีกวิชาหนึ่งที่แจก A มากที่สุด) ใครที่อยากเป็นผู้เป็นคนต้องเรียนวิชานี้
แล้วท่านก็ยกประวัติศาสตร์ทั้ง 5 (ความหมายเหมือนกันกับแม่น้ำทั้ง 5 นั่นแหละ) เกี่ยวกับความเป็นมาของวิชาการฟังดนตรีนี้ว่า เป็น 1 ใน 5 อภิมหาวิชาที่กำเนิดขึ้นเป็นวิชาแรกๆ ในโลก ที่ปัญญาชนตั้งแต่ครั้งโบราณนั้นต้องศึกษาเล่าเรียน เพื่อให้ “เป็นผู้เป็นคน” ดังนั้นใครที่ไม่เรียนวิชาเหล่านี้ก็ไม่มี “อารยะ” พอที่จะเป็นคน ไม่แตกต่างอะไรจากสัตว์อื่นๆ ทั่วๆ ไป หรือต้องอยู่ในฐานะคนชั้นต่ำที่ต้องถูกปกครอง ซึ่งคนที่มาปกครองก็คือคนที่เรียนวิชาทั้ง 5 อันเป็นสุดยอดนี้
ทั้ง 5 วิชา ประกอบด้วย อภิปรัชญา ญาณวิทยา ตรรกศาสตร์ จริยศาสตร์ และสุนทรียศาสตร์ เรียงตามลำดับในเนื้อหาของแต่ละวิชาได้ว่า หนึ่ง ว่าด้วยอะไรคือความจริงของสรรพสิ่ง สอง ว่าด้วยวิธีในการค้นหาความรู้ สาม ว่าด้วยการลำดับเหตุผลและการแก้ปัญหา สี่ ว่าด้วยการแสวงหาคุณธรรมความดีงาม และห้า ว่าด้วยการแสวงหาความสุข
สุนทรียศาสตร์ยังเป็นศาสตร์ย่อยๆ อีกมาก นอกจากดนตรีแล้ว ยังรวมถึงวรรณคดี ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ เช่นเดียวกันในเรื่องของดนตรีก็ยังมีแยกแยะออกไปมากมาย อย่างที่ท่านอาจารย์โกวิทย์สอนก็มีดนตรีไทยกับดนตรีสากลเป็นหลัก โดยไม่ใช่การสอนในเชิงเปรียบเทียบว่าดนตรีพวกไหนดีกว่าหรือไพเราะกว่ากัน แต่สอนเพื่อที่จะย้ำว่าไม่ว่าดนตรีของชาติไหนหรือฟังที่ไหน ก็ล้วนแต่มีความไพเราะสุดๆ เพราะเป็นประดิษฐกรรมหรือการคิดค้นจากอารมณ์อัน “สุดๆ” ของมนุษย์ เพื่อความสุขอันเป็นสุดๆ ของทุกคนเช่นกัน
ในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงแปลบทประพันธ์ของเชกสเปียร์ เรื่อง “เวนิสวานิช” มีวรรคทองที่พวกเราท่องจำกันมาตั้งแต่เรียนมัธยม (น่าเสียดายว่ากระทรวงศึกษาธิการสมัยหลังๆ ไม่นิยมให้นักเรียนท่องอาขยาน สุภาษิต หรือวรรณคดี เพราะมีสติปัญญาคิดได้แต่เพียงว่าอะไรที่เป็นการบังคับเด็กนั้นเป็นวิธีการที่ชั่ว) ว่า “ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดกบฏอัปลักษณ์” หรือในวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่ ก็กล่าวถึงคุณค่าของดนตรีนี้ไว้อย่างซาบซึ้งว่า “อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์” นี่ล้วนแสดงถึงความเป็นที่สุดของ “ดนตรี”“ดนตรีคือการถ่ายทอดนาฏกรรมแห่งธรรมชาติ”
คือคำกล่าวของศาสตราจารย์ พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
นาฏะและนาฏกรรมหมายถึงการทำลีลาตามเสียงและทำนองดนตรี นั้นก็คือการแสดงทุกชนิดที่มีการทำจังหวะหรือเสียงประกอบ ซึ่งล้วนแต่เกิดขึ้นด้วยเหตุผลที่เชื่อมโยงถึงธรรมชาติในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันอันตรายจากธรรมชาติ เช่น การบูชายัญ หรือการวิงวอนขอให้ธรรมชาติดลบันดาลให้เกิดสิ่งต่างๆ ขึ้น เช่น การละเล่นและขับร้องในแต่ละท้องถิ่น หรือการประท้วงต่อธรรมชาติ เช่น การทำดนตรีและการแสดงล้อเลียนธรรมชาติทั้งหลาย
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์พูดถึงดนตรีในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ว่ามีความเชื่อมโยงไปในแนวเดียวกัน รวมถึงเครื่องดนตรีก็มีลักษณะการเล่นและอุปกรณ์ในการเล่นที่คล้ายๆ กัน อย่าง “ระนาด” ก็มีเล่นกันอยู่ในประเทศแถบนี้มาตั้งแต่ครั้งโบราณ จนแยกไม่ออกว่าเริ่มแรกเป็นดนตรีของชาติใด แต่จุดเริ่มต้นน่าจะมาจากการเลี้ยงสัตว์ ที่จะต้องมีอุปกรณ์ผูกคอวัวคอควายที่เรียกว่า “กระดึง” ซึ่งเริ่มแรกน่าจะทำด้วยไม้ รวมทั้ง “เกราะ” (อย่างที่เรียกว่า “ตีเกราะเคาะไม้”) ที่เป็นไม้ใช้ตีเพื่อไล่หรือต้อนปศุสัตว์เหล่านั้น พอพบว่ามีเสียงที่แตกต่างกันในเกราะแต่ละอัน ก็มีคนที่มี “สุนทรีย์” นำมาสร้างเป็นเครื่องดนตรี ที่อาจจะเริ่มจากการแขวนเป็นราวจากสูงลงมาต่ำ ที่เรียกว่า “โปงลาง” หรือนำมาพาดเรียงกันเป็นราวจากซ้ายไปขวา ที่เรียกว่า “ระนาด”
จะเล่ารายละเอียดก็คงจะต้องใช้พื้นที่ของคอลัมน์นี้ทั้งปีจึงจะหมดสิ้นที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์พูดถึงแค่เรื่องดนตรีไทย หรือต้องใช้เวลาของคอลัมน์นี้อีกหลายปีจึงจะครบถ้วนในเรื่องดนตรีไทยและดนตรีตะวันตกที่ท่านอาจารย์โกวิทย์ท่านสอน จึงขอตัดตอนเอาที่ทั้งสองท่านพูดถึงดนตรีไทยในบางแง่บางมุม เพื่อเทียบเคียงการบริหารประเทศอย่างที่ คสช.กำลังดำเนินการอยู่
เครื่องดนตรีไทยแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ เครื่องดีด เครื่องสี เครื่องตี และเครื่องเป่า เมื่อเอาเครื่องเหล่านี้มารวมกันก็จะเรียกว่า “วง” มี 2 จำพวกใหญ่ๆ คือ วงปี่พาทย์ และวงมโหรี (บางทีก็เรียกว่าวงเครื่องสาย) โดยที่วงปี่พาทย์จะมีเครื่องตีและเครื่องเป่า ได้แก่ ระนาด ฆ้องวง และปี่เป็นแกนหลัก ส่วนวงมโหรีจะมีเครื่องดีดและเครื่องสี ได้แก่ พิณและซอเป็นแกนหลัก ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะวงปี่พาทย์ อันเป็นที่นิยมและเข้าถึง “มวลมหาประชาชน” มากกว่า
วงปี่พาทย์มีแยกเป็น “ปี่พาทย์ไม้นวม” กับ “ปี่พาทย์ไม้แข็ง” เพราะใช้ไม้ตีระนาดที่แตกต่างกัน ในขณะที่ระนาดที่ใช้ก็จะมีทั้งระนาดเอกและระนาดทุ้ม ว่ากันว่าแต่ก่อนวงปี่พาทย์มีเฉพาะระนาดเอกและตีด้วยไม้แข็งที่ปลายเป็นตุ้มไม้ทั้งก้อน ตีแล้วเสียงแม้จะสดใสแต่ก็ออกแข็งๆ จึงมีการทำระนาดให้มีรางใหญ่ขึ้นเรียกว่าระนาดทุ้ม เช่นเดียวกันกับฆ้องวงที่ขยายขนาดขึ้นอีกรางหนึ่งเรียกว่าระนาดทุ้ม และเพื่อให้มีเสียงนุ่มนวลก็เอาผ้ามาหุ้มตุ้มไม้ พอตีแล้วเสียงก็จะไพเราะขึ้น
การรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 บางคนเฝ้าดูอย่างอึดอัดว่า “ทหารกำลังเล่นอะไร” คนที่ชอบดนตรีไทยอาจจะมีความเห็นอย่างผู้เขียนคือ “เขากำลังเล่นดนตรีไทย”
ช้าๆ นุ่มๆ ด้วยระนาดทุ้มกับไม้นวม เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร๊ง...


