
ต้องรู้ปัญหาก่อน ‘ปฏิรูป’
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สถาบันพระปกเกล้าจัดงานสัมมนา
วิชาการหัวข้อ “การปฏิรูปประเทศไทย : ดุลแห่งอำนาจ” โดยมีการวิเคราะห์ “ดุลอำนาจ” ของฝ่ายต่างๆ ที่ปกคลุมอยู่ท่ามกลางสถาบันการเมืองไทยผ่านอำนาจอธิปไตยอย่าง อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ ซึ่งสร้างปัญหาทำให้การเมืองต้องหยุดชะงัก และกลายเป็นประเด็นถกเถียงจนหาทางออกได้ไม่จบ
สำหรับประเด็นที่หยิบยกมาเสนอ อาทิ การลดทอนความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรีและรัฐสภาลงด้วยการให้นายกฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งมีข้อดีคือ นายกฯ และเสียงส่วนใหญ่ในสภาอาจไม่ใช่พวกเดียวกัน ทำให้ได้ฝ่ายบริหารจากประชาชนแท้จริง แต่ก็มีข้อเสียคืออาจถูกตั้งคำถามเรื่องการนำเสียงประชาชนไปอ้างว่าเป็นประมุขของรัฐและอาจอ้างได้ว่า นายกฯ เป็นตัวแทนของประชาชนมากกว่า สส.
ประเด็นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกมองว่าใช้อำนาจกระทบฝ่ายบริหารและอำนาจของรัฐสภา จึงมีข้อเสนอจากบางกลุ่มให้ยุบศาลรัฐธรรมนูญและกลับไปใช้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ โดยมีที่มาจาก สส. สว. และคณะรัฐมนตรี รวมทั้งตุลาการที่มาจากศาลปกครองและศาลฎีกา แต่ก็มีข้อเสียคือไม่สามารถเป็นหลักประกันได้ว่า หากเปลี่ยนรูปแบบแล้วจะไม่เกิดปัญหาขึ้นอีก
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้พูดถึงการปฏิรูปการเมืองรูปแบบนี้มาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าดุลอำนาจดังกล่าวมีอยู่จริง ไม่ว่าจะเป็นดุลอำนาจของข้าราชการ ทหาร พลเรือน คนมั่งมีระดับบน พรรคการเมือง หรือชนชั้นกลางระดับล่าง ซึ่งการปฏิรูปต้องนึกให้ได้ก่อนว่า ปัญหาคืออะไร และจะปรับดุลอย่างไร
กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาของสังคมไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญดีหรือไม่ เพราะอดีตที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นแล้วว่า ต่อให้รัฐธรรมนูญดีอย่างไร ก็มีคนหาช่องใช้อำนาจเลี่ยงกติกาได้ ยกตัวอย่างเช่น การออกร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งเป็นสิ่งอัปยศที่สุดในระบบการเมือง
กิตติศักดิ์ บอกอีกว่า ศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นดุลอำนาจที่ว่าด้วยการตรวจสอบ และมีไว้เพื่อควบคุมอำนาจของฝ่ายบริหารให้อยู่ในกติกา หากฝ่ายบริหารทำตามกติกา ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถทำอะไรได้ หรือหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินตั้งใจจะเล่นงานรัฐบาลอย่างเดียว ศาลก็ต้องระวังประชาชนที่เลือกรัฐบาลเข้ามา เพราะฉะนั้นเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นระบบการถ่วงดุลที่ดีและไม่ก้าวล่วงซึ่งกันและกันอยู่แล้ว
“ปัญหาสำคัญคือ เราไม่มีความไว้ใจ โดยเฉพาะไม่ไว้ใจในตัวนักการเมืองและระบบการเมือง ปัญหาสำคัญที่ต้องตั้งโจทย์ในการปฏิรูปคือ ทำอย่างไรให้ระบบได้รับความไว้วางใจว่า ผู้นำจะทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อคนบางกลุ่ม หากแก้ปัญหานี้ไม่ได้จะปฏิรูปเรื่องอะไรสุดท้ายก็กลับมาเป็นแบบเดิม” กิตติศักดิ์ กล่าว
ขณะที่ อัษฎางค์ ปาณิกบุตร อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า รัฐธรรมนูญจะต้องมาจากการศึกษาจุดอ่อนในประเทศอย่างละเอียด ไม่ใช่ไปลอกเฉพาะข้อดีของประเทศอื่นอย่างที่ผ่านมา โดยต้องสั้นและยืดหยุ่นได้ เนื่องจากถ้าถูกแก้ไขบ่อยครั้งจะทำให้ประชาชนเชื่อถือ ทั้งนี้หากจะแก้ก็ควรให้องค์กรอิสระเชื่อมโยงกับประชาชนรวมถึงสามารถตรวจสอบศาลได้
“ก่อนที่จะคุยกันเรื่องปฏิรูป ได้ยินมาว่าเมืองสารขัณฑ์ กำลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะกำหนดให้ สส.ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง นายกฯ ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง รวมถึงเหลือสภาเดียว โดยให้เลิก สว.เหลือ สส.เท่านั้น โดยมีรูปแบบแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง เลือกตั้งอีกครึ่งหนึ่ง ติดตามให้ดี จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้” อัษฎางค์ ระบุ
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สถาบันการเมืองไม่ได้มีเฉพาะอำนาจนิติบัญญัติ ตุลาการ หรือบริหารเท่านั้น แต่ยังมีสถาบันอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญอีก เช่น สถาบันประชาชน สถาบันทหาร ที่เข้ามาร่วมด้วยตลอดเวลา เพราะฉะนั้นหากมองปัญหาเหล่านี้ แล้วค่อยๆ แก้ไปทีละเปลาะก็ไม่จบ เพราะยังมีเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ได้พูดถึงอีกมาก เปรียบเหมือนกับการซ่อมรถ ต่อให้ซ่อมให้ดีแค่ไหน อยู่ๆ รถบรรทุกวิ่งมาชนก็พังอยู่ดี
ด้าน ลิขิต ธีรเวคิน ราชบัณฑิตยสถาน กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ 2540 ได้พยายามแบ่งอำนาจและถ่วงดุลอำนาจการปกครอง โดยได้มีการตั้งองค์กรอิสระ เพื่อทำหน้าที่ถ่วงดุลและคานอำนาจฝ่ายการเมือง แต่ปัญหาสุดท้ายกลับขึ้นอยู่กับผู้ใช้ จนระบบที่วางไว้ดีเกิดความเสียหาย
“ระบบการเมืองที่ดีคือ ระบบที่มีระบบบริหารใช้อำนาจแต่ไม่ละเมิดอำนาจระบบที่มีเสรีภาพ แต่ไม่ละเมิดเสรีภาพ และระบบที่ใช้เสียงข้างมาก แต่ไม่นำไปสู่ระบบเผด็จการเสียงข้างมาก” ลิขิต ระบุ
ลิขิต กล่าวอีกว่า การร่างรัฐธรรมนูญควรต้องตั้งประเด็นก่อนว่า ต้องการให้ระบบการเมืองเดินหน้าแบบไหน และมีรัฐธรรมนูญไว้เพื่ออะไร โดยส่วนประกอบสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญคือต้องสร้างระบบการเมืองที่ให้ประชาชนมีความผาสุก มีความหวัง รวมถึงมีความยุติธรรม และดำรงซึ่งศักดิ์ศรีของมนุษย์
“หากการปฏิรูปไม่มีประเด็นเหล่านี้ สุดท้ายก็จะกลายเป็นการปฏิวัติ อย่างที่เกิดขึ้นในจีน สเปน ฝรั่งเศส หรือในรัสเซีย มีการใช้ความรุนแรงจนกว่าจะหารูปแบบที่ลงตัว ซึ่งที่ออกมาดีก็ดีไป แต่ถ้าไม่ดีก็แตกเป็นเสี่ยงๆ” ลิขิต กล่าว







