
คลัง-แบงก์ชาติมองเศรษฐกิจรึ่งปีหลังสดใส
ภาวะเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ระหว่างการปรับฐานเนื่องจากความเชื่อมั่นทางด้านการบริโภคและการลงทุนมีมากขึ้น หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจการปกครอง
ภาวะเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ระหว่างการปรับฐานเนื่องจากความเชื่อมั่นทางด้านการบริโภคและการลงทุนมีมากขึ้น หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจการปกครอง
อย่างไรก็ดี สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้เลื่อนปรับประมาณการขยายตัวจากเศรษฐกิจ (จีดีพี) จากสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ ไปเป็นสิ้นเดือน ก.ค.แทน เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพิ่งปรับจีดีพีปีนี้เหลือเพียง 1.5% ต่อปี จากเดิม 2.7% เนื่องจากเกรงว่าปรับตัวเลขแตกต่างกันมากอาจจะทำให้นักลงทุนสับสน
สำหรับจีดีพีจะสูงกว่าที่ สศค.คาดการณ์ไว้ที่ 2.6% หรือไม่ ต้องรอตัวเลขเศรษฐกิจเดือน มิ.ย.นี้ ที่ฟื้นตัวชัดเจนมากกว่า แต่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ถึง 3% ตามเป้าหมายที่ คสช.ตั้งไว้ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องพยายามต่อไป
“การที่ ธปท.ประมาณการเศรษฐกิจไว้ 1.5% นั้นต่ำเกินไป แม้แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ 2.3% ซึ่งเป็นไปทิศทางเดียวกับ สศค.ที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 23% ต่อปี” ผู้อำนวยการ สศค. กล่าว
ด้าน ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี (MFC) และที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกคาดว่าจะติดลบประมาณ 0.5% แต่จะกลับมาขยายตัวได้ถึง 3% ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีนี้มีอัตราการขยายตัวราว 1.5%
แต่อย่างไรก็ตาม การขยายตัวเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังคงจะไม่มากอย่างที่คาดหวังกัน เพราะมองว่านโยบายต่างๆ ของคสช.คงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งจึงจะเห็นผล ดังนั้นคงจะไปส่งผลทำให้เศรษฐกิจในปี 58 มีการเติบโตค่อนข้างมากหลังจากนี้ ยังควรต้องติดตามแผนโรดแมปในขั้นตอนต่างๆ ของ คสช. โดยเฉพาะการปลดล็อกการลงทุนผ่านการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รวมถึงการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศ เนื่องจากปัจจุบันระดับหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงถึง 80% รวมถึงการลงทุนภาครัฐที่ คสช.สั่งให้มีการตรวจสอบในแต่ละโครงการก่อน หากไม่มีความโปร่งใสอาจต้องตัดบางโครงการออกไป ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจในปี 2558 เป็นอย่างมาก
ส่วนกรณีที่เกิดความกังวลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งฝั่งสหรัฐและยุโรปนั้น นายณรงค์ชัย มองว่า ประเทศอาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่คงไม่มาก ดังนั้นคสช.จะต้องเร่งแก้ปัญหาต่างๆ ที่เป็นภาพลบในสายตาต่างประเทศ โดยเฉพาะปัญหาการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานเด็ก
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า พัฒนาการของเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นคงเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้ยอดการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในช่วงครึ่งหลังของปีขยายตัวมากขึ้นกว่าครึ่งปีแรก โดยในเดือน พ.ค.มียอดคงค้างสินเชื่อรวม 9.59 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.71 หมื่นล้านบาท หรือ 7.92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ด้านเงินฝากรวมกับตราสารหนี้ที่ออกและเงินให้กู้ยืมอยู่ที่ระดับ 10.96 ล้านล้านบาท ลดลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันที่จำนวน 6.53 หมื่นล้านบาท จากเดือนก่อนหน้า หรือเติบโต 5.01% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราส่วนสินเชื่อรวมต่อเงินฝากรวมกับตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม เพิ่มขึ้นแตะระดับ 90.88% เทียบกับ 90.07% ณ สิ้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา สภาพคล่องทางการเงินในเดือน พ.ค.ปรับลดลง 1.04 แสนล้านบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า จากสินเชื่อที่ปีนี้คาดว่าจะขยายตัว 57% จะทำให้ภาวะการแข่งขันระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์น่ามีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อบริหารจัดการสภาพคล่องของธนาคารให้เติบโตสอดคล้องกับความก้าวหน้าของสินเชื่อ ขณะที่ คงต้องติดตามนโยบายการลงทุนของภาครัฐและวิธีการระดมทุนเพื่อประเมินผลกระทบกับสภาพคล่องของระบบการเงินไทยในระยะถัดไป โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เงินฝากระยะกลางถึงยาวที่ให้ผลตอบแทนจูงใจและสามารถแข่งขันได้กับทางเลือกการออมอื่นๆ เพื่อล็อกเงินฝากไว้กับธนาคารและเพื่อบริหารจัดการสภาพคล่องของธนาคารให้เติบโตสอดคล้องกับการเติบโตของสินเชื่อ ซึ่งในที่สุดแล้วคงสนับสนุนให้สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ในองค์รวมช่วงครึ่งหลังของปี 2557 อยู่ในระดับทรงตัวหรือไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อเทียบกับปัจจุบัน
สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามนอกจากพัฒนาการทางเศรษฐกิจไทย ภาวะค่าครองชีพและระดับราคาสินค้าและพลังงาน เนื่องจากจะมีผลต่อการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งผูกโยงกับความก้าวหน้าของสินเชื่อแล้ว ยังต้องจับตามาตรการต่างๆ ของภาครัฐและวิธีการ/ช่องทางการระดมทุนซึ่งจะกระทบต่อทิศทางสภาพคล่องของระบบการเงินไทยในระยะถัดไปโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เงินฝากระยะกลางถึงยาวที่ให้ผลตอบแทนจูงใจและสามารถแข่งขันได้กับทางเลือกการออมอื่นๆ เพื่อล็อกเงินฝากไว้กับธนาคารและเพื่อบริหารจัดการสภาพคล่องของธนาคารให้เติบโตสอดคล้องกับความก้าวหน้าของสินเชื่อ ซึ่งในที่สุดแล้วคงสนับสนุนให้สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ในองค์รวมช่วงครึ่งหลังของปี 2557 อยู่ในระดับทรงตัวหรือไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อเทียบกับปัจจุบัน
สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามนอกจากพัฒนาการทางเศรษฐกิจไทย ภาวะค่าครองชีพและระดับราคาสินค้าและพลังงาน เนื่องจากจะมีผลต่อการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งผูกโยงกับความก้าวหน้าของสินเชื่อแล้ว ยังต้องจับตามาตรการต่างๆ ของภาครัฐและวิธีการ/ช่องทางการระดมทุนซึ่งจะกระทบต่อทิศทางสภาพคล่องของระบบการเงินไทยในระยะถัดไป
เมื่อต่อภาพไปถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2557 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า พัฒนาการของเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นท่ามกลางแรงหนุนเศรษฐกิจจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเม็ดเงินงบประมาณของภาครัฐที่ทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหลังสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น การผลักดันมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและมาตรการดูแลค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลก คงเป็น
แรงส่งสำคัญที่ทำให้ยอดการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงครึ่งหลังของปีสามารถพลิกกลับมามีโมเมนตัมที่ดีขึ้นได้เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2557 โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีและสินเชื่อรายย่อยบางประเภท อาทิ สินเชื่อบัตรเครดิต อย่างไรก็ดี ณ ขณะนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประเมินภาพการขยายตัวของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งปี 2557 อย่างระมัดระวัง จากการเติบโตของสินเชื่อที่แผ่วลงในช่วง 5 เดือนแรกของปีและผลของฐานที่สูงในปีก่อน ขณะที่ คาดว่าภาคธุรกิจคงใช้ระยะเวลาในการทยอยลดสินค้าคงคลังแล้วจึงเริ่มเข้าสู่รอบการผลิตใหม่ซึ่งจะแปลงมาเป็นความต้องการสินเชื่อเพิ่มเติม และภาคครัวเรือนคงต้องรอชั่งน้ำหนักระหว่างบรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอยและสถานการณ์ด้านรายได้ที่ดีขึ้นกับภาวะค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้นตามเงินเฟ้อ ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงยังคงคาดการณ์ไว้ที่ระดับร้อยละ 5.0 7.0 เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนหน้า แม้มีโอกาสขยับเข้าใกล้กรอบบนของประมาณการมากขึ้น แต่จะติดตามผลเชิงบวกจากพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด และอาจปรับเพิ่มประมาณการได้หากเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของสินเชื่อที่ชัดเจนในระยะถัดไป
ส่วนแนวโน้มเงินฝากในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 คาดว่า ภาวะการแข่งขันระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์น่ามีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เงินฝากระยะกลางถึงยาวที่ให้ผลตอบแทนจูงใจและสามารถแข่งขันได้กับทางเลือกการออมอื่นๆ เพื่อล็อกเงินฝากไว้กับธนาคารและเพื่อบริหารจัดการสภาพคล่องของธนาคารให้เติบโตสอดคล้องกับความก้าวหน้าของสินเชื่อ ซึ่งในที่สุดแล้วคงสนับสนุนให้สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ในองค์รวมช่วงครึ่งหลังของปี 2557 อยู่ในระดับทรงตัวหรือไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อเทียบกับปัจจุบัน สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามนอกจากพัฒนาการทางเศรษฐกิจไทย ภาวะค่าครองชีพและระดับราคาสินค้าและพลังงาน เนื่องจากจะมีผลต่อการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งผูกโยงกับความก้าวหน้าของสินเชื่อแล้ว ยังต้องจับตามาตรการต่างๆ ของภาครัฐและวิธีการ/ช่องทางการระดมทุนซึ่งจะกระทบต่อทิศทางสภาพคล่องของระบบการเงินไทยในระยะถัดไป







