
ปฏิรูปประเทศไทย ให้คนไทยขึ้นจากหล่ม
...นพ.อำพล จินดาวัฒนะ
มีการพูดถึงการปฏิรูปประเทศไทยกันมานานพอสมควร แต่ในช่วงหลังนี้มีการพูดกันหนาหูต่อเนื่องจากการที่รัฐบาลเขี่ยลูกเรื่องแผนการปรองดองแห่งชาติออกมา หลังจากที่ประเทศของเราเผชิญวิกฤตที่รุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เป็นธรรมชาติที่ว่า เมื่อเกิดความสับสนอลหม่าน (Chaos) ในที่สุดจะตามมาด้วยการจัดระเบียบใหม่ (New Order) ซึ่งมีอยู่ 2 แนวทาง คือ หนึ่ง ปล่อยไปตามยถากรรม หรือสอง มีการจัดการเพื่อบริหารการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
“
การปฏิรูปประเทศไทย” น่าจะหมายถึงความพยายามบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง เพื่อพากันออกจากสังคมที่สับสนอลหม่าน ไร้ระเบียบ แตกแยก ขัดแย้ง เต็มไปด้วยปัญหาและความไม่เป็นธรรม ให้ไปสู่สังคมที่มีสุขภาวะ ประชาชนอยู่กันอย่างมีความสุข มีความรักสมัครสมาน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน“
การปฏิรูปประเทศไทย” เป็นเรื่องใหญ่มาก เกี่ยวพันไปถึงทุกส่วนของสังคมดังนั้น การที่จะดำเนินการเรื่องนี้ให้เป็นผล จำเป็นต้องทำให้เรื่องนี้เป็นภาระหน้าที่ร่วมกันของทุกฝ่ายในสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาคการเมือง ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการทุกสาขา ภาคประชาชน เอกชน สื่อมวลชน และผู้คนทุกหมู่เหล่า โดยมีรัฐบาลทำหน้าที่เอื้ออำนวยให้เกิดกลไกและกระบวนการที่ดีที่ทำให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมคิด ร่วมทำด้วยกันอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ ไม่แบ่งเขาแบ่งเรา
“
การปฏิรูปประเทศไทย” ไม่ใช่แค่การจัดเวทีเสวนา สัมมนา สมัชชา พูดๆๆ ค้นหาปัญหา ตั้งประเด็นกันตามกระแส แล้วก็ฝากความหวังในการแก้ปัญหาไว้กับระบบเดิมๆ กลไกเดิมๆ ที่มีอยู่ หรือฝากไว้กับรัฐบาลหรือภาคการเมืองเดิมๆ เพราะกลไกและระบบเดิมๆ จะแก้ปัญหาอะไรไม่สำเร็จเหมือนเดิมอีกเช่นเคย ดีไม่ดีปัญหาอาจยุ่งเหยิงหนักเข้าไปอีกเพราะระบบ กลไก โครงสร้าง กฎหมาย กติกา และวิธีคิดแบบเดิมๆ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในสมการปัญหาที่อีนุงตุงนังอยู่ในทุกวันนี้
ระบบต่างๆ ในสังคมที่เคยทำงานได้ผลในอดีต เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงมาเป็นสังคมที่มีความสลับซับซ้อนและประชาชนตื่นตัวมากขึ้นอย่างในทุกวันนี้ ระบบเหล่านั้นมีบางส่วนที่กำลังกลายเป็นปัญหาอุปสรรคในการพัฒนาประเทศเสียเอง
ระบบบริหารประเทศที่รวมศูนย์อำนาจทั้งการตัดสินใจ ทรัพยากร และการจัดการทุกอย่างไว้ที่ส่วนกลาง คนมีอำนาจและมีโอกาสแค่หยิบมือเดียว แต่ดูดรวมเอาทรัพยากรและความร่ำรวยกระจุกตัว ปล่อยให้ความยากจนและความขาดแคลนทรัพยากรและโอกาสทุกด้านกระจายเต็มประเทศ แบบที่เรียกว่า
“
รวยกระจุก จนกระจาย”นานๆ จะมีการหว่านทรัพยากรและโอกาสเพียงน้อยนิดออกไปที โครงสร้างสังคมอย่างนี้ก่อความไม่เป็นธรรมมากขึ้นตลอดเวลา ความขัดแย้งที่ตามมาด้วยความรุนแรงก็จะมีมากขึ้นไม่รู้จบ
ระบบการเมืองที่ดูเหมือนว่าทุกวันนี้จะไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศชาติได้อย่างที่หวัง จนประชาชนเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง
ระบบการบริหารประเทศทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น ที่เป็นเหมือนเครื่องยนต์ด้อยประสิทธิภาพทำให้ประเทศติดขัด ดูเหมือนว่าหลายกรณีเหมือนเดินถอยหลัง
ระบบเศรษฐกิจที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง ยิ่งเติบโตยิ่งสร้างความไม่เป็นธรรมในสังคมมากขึ้น ระบบการเงินและภาษีที่คนรวยได้โอกาสมากกว่าคนจนเสมอ
ระบบการศึกษาที่สร้างคนให้เก่งในการแย่งชิงและเอารัดเอาเปรียบกัน อีกทั้งไม่สามารถสร้างปัญญาเพื่อแก้ปัญหาโดยรวมของประเทศได้
ระบบคุณค่าวัฒนธรรมและสำนึกร่วมของสังคมที่มุ่งวัตถุเป็นตัวตั้ง กอบโกย เอาเปรียบ ทอดทิ้ง และเกลียดชังกันมากขึ้น
ระบบที่ดิน ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม ที่ยิ่งพัฒนาคนรวยยิ่งได้มาก คนจนยิ่งหมดตัว ทรัพยากรของชาติยิ่งเหลือน้อยลง และธรรมชาติสิ่งแวดล้อมยิ่งถูกบุกรุกและถูกทำลายมากยิ่งขึ้น
ระบบยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรมและขาดประสิทธิภาพ ระบบสุขภาพที่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น แต่มีผลดีต่อสุขภาพน้อยลง
ระบบสื่อสารมวลชนที่ควรจะเปิดพื้นที่การรับรู้และเรียนรู้ของคนทั้งแผ่นดิน กลับถูกนำไปทำมาหากินอย่างผูกขาด มอมเมาประชาชนและปลุกระดมให้แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เป็นต้น
เหล่านี้เป็นตัวอย่างปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นสาเหตุของปัญหาต่างๆ ที่เต็มประเทศอยู่ในทุกวันนี้
ถ้าเราไม่แก้ปัญหาที่รากเหง้าของปัญหา ต่อให้มีรัฐธรรมนูญอีกกี่ฉบับ ต่อให้เลือกตั้งอีกกี่ครั้ง มีรัฐบาลอีกกี่ชุด ก็จะแก้ปัญหาความยากจน ความทุกข์ยาก ความไม่เป็นธรรม และความขัดแย้งในสังคมไม่ได้ ตรงกันข้ามปัญหาจะทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
“
การปฏิรูปประเทศไทย” จึงต้องมองไปที่การปฏิรูปกระบวนคิดหรือจินตนาการใหม่ และดำเนินการให้มีการปฏิรูปโครงสร้างทุกสาขาของสังคมไปพร้อมๆ กันสิ่งแรกที่ควรทำคือ การสร้างกระบวนการที่เปิดให้คนไทยทุกหมู่เหล่าได้ร่วมกันสร้างจินตนาการใหม่ หรือฝันร่วมกันว่าต้องการเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร หลักคิดสำคัญของการพัฒนาประเทศควรเป็นอย่างไร จะเอาความมั่งคั่งเป็นเป้าหมายหลัก ปล่อยให้ใครมือยาวสาวได้สาวเอาเช่นทุกวันนี้ หรือจะเอาสุขภาวะของคนทั้งชาติเป็นเป้าหมายหลัก ให้เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหนุน เราควรพัฒนาประเทศบนความพอดี พอประมาณ หรือพัฒนาแบบสุดโต่งด้านใดด้านหนึ่ง ฯลฯ
นั่นคือการฝันร่วมกัน และต้องมีกลไกทำหน้าที่สังเคราะห์ทุกแง่มุมให้เห็นชัดว่า วันนี้ประเทศไทยติดหล่มอยู่ตรงไหน อะไรคือช่องว่างระหว่างฝันที่คนไทยอยากเห็นกับความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ อะไรคือปัญหา อะไรคือสาเหตุของปัญหา แล้วก็ช่วยกันคิดว่าแนวทางการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างหรือเชิงระบบควรเป็นอย่างไร การจะพากันเดินไปสู่ฝันเบื้องหน้าได้จะต้องทำอะไรบ้าง ต้องเพิ่มอะไร ลดอะไร เลิกอะไร จะทำเรื่องเหล่านั้นให้สำเร็จได้อย่างไร เมื่อใด
จากนั้นจึงค่อยมาร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผนการปฏิรูประบบย่อยต่างๆ ในสังคมทุกระบบ โดยวางกลไกและเครื่องมือการปฏิรูปที่เปิดช่องให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้าร่วมได้ตลอดกระบวนการ เพื่อออกแบบระบบใหม่ด้วยกัน โดยสนับสนุนให้มีการทำงานทางวิชาการที่เข้มข้นใช้สำหรับเป็นฐานการปฏิรูปที่ถูกทิศตรงทาง
พร้อมๆ กันนั้นก็ต้องมีการสื่อสารกับสังคมอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง เพื่อให้สังคมได้ร่วมคิดและร่วมเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน เพราะการปฏิรูปประเทศไทยซึ่งเป็นภารกิจที่ยากมาก ต้องอาศัยการรับรู้และการร่วมมือของคนทั้งประเทศ
ดังนั้น ถ้าคิดจะปฏิรูปประเทศไทยกันอย่างจริงจัง ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับการออกแบบระบบ กลไก และกระบวนการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยให้สามารถทำงานได้ดีและมีความต่อเนื่องสัก 510 ปี
ถ้าทำได้สำเร็จ ประเทศไทยและคนไทยจะได้มีโอกาสขึ้นจากหล่มกันสักที







