
อย.จัดระเบียบคุมเข้มโบทอกซ์
อย.ออกประกาศคุมโบทอกซ์ ให้ขายแก่สถานพยาบาล ที่มีแพทย์เฉพาะทาง
อย.ออกประกาศคุมโบทอกซ์ ให้ขายแก่สถานพยาบาล ที่มีแพทย์เฉพาะทาง
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกประกาศเรื่องมาตรการควบคุม กำกับ ดูแลผลิตภัณฑ์โบทูลินัม ท็อกซิน (โบทอกซ์) ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีสาระสำคัญคือให้ผู้นำเข้าหรือผู้ผลิตทุกราย ส่งแผนจัดการความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้นำเข้าและผู้ผลิตโบทอกซ์ เพิ่มข้อความว่า “เฉพาะสถานพยาบาลที่มีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอยู่ประจำ” บนฉลากและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เป็นการเฉพาะแก่สถานพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะประจำอยู่
ทั้งนี้ โบทอกซ์มีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว เกิดการอัมพาตของกล้ามเนื้อ จึงเป็นที่นิยมในธุรกิจเสริมความงามนำมาฉีดลดริ้วรอยบริเวณใบหน้า ฉีดเพื่อให้หน้าเรียวลง และยกกระชับผิวหนัง เป็นต้น
ด้าน พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา ตั้งข้อสังเกต 3 ประเด็นว่า 1.อย.มีอำนาจควบคุมยา ตาม พ.ร.บ.ยา
2.สถานพยาบาลและคลินิกขึ้นกับ พ.ร.บ.สถานพยาบาล ซึ่งคลินิกความงามส่วนหนึ่งยังคงเป็นแพทย์ ทั่วไป ไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และขึ้นกับสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หรือนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตามกฎหมาย
3.แพทย์ขึ้นกับแพทยสภา ตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่แพทยสภารับรอง มี 80 สาขา สาขาที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและผิวหนังที่เกี่ยวกับยานี้มีจำนวนหนึ่ง จึงน่าสนใจว่ากรณีโบทอกซ์กับ 3 หน่วยงาน จะมีแนวทางอย่างไรต่อไป เชื่อว่าคงมีการหารือและวางแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเร็วๆ นี้
ด้าน นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกวางแนวทางที่จะลดการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะให้ได้ผล จะต้องดำเนินการ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ต้องทำให้ทุกคนรู้ถึงอันตรายของควันบุหรี่มือสอง 2.ต้องทำให้คนรู้ถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และ 3.บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งประเทศไทยมีปัญหาทั้ง 3 ส่วน
สำหรับการบังคับใช้กฎหมายก็มีปัญหา เนื่องจากใช้เวลาหลายชั่วโมงที่จะปรับคนทำผิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข ให้ความรู้สถานที่ห้ามสูบบุหรี่ด้วยการติดสติกเกอร์แสดงสัญลักษณ์ การบังคับใช้กฎหมายที่มีขั้นตอนค่อนข้างยาว ควรปรับด้วยการออกเป็นใบสั่งเมื่อเจอผู้กระทำผิด เหมือนผู้ที่ทำผิดกฎจราจร เมื่อออกใบสั่งแล้วก็ต้องไปเสียค่าปรับภายใน 2 สัปดาห์







