
คสช.บนทางแพร่ง(2)
ขณะนี้มีข่าวและแนวโน้มสูงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงที่มีสภาปฏิรูปก่อนเปิดให้มีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่
ขณะนี้มีข่าวและแนวโน้มสูงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงที่มีสภาปฏิรูปก่อนเปิดให้มีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่
การตัดสินใจขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ เชื่อว่ามีเหตุผลที่ดีๆ สนับสนุนมากมาย
ประการแรก ประเทศไทยมีความขัดแย้งร้าวลึกต่อเนื่องมายาวนานราว 1 ทศวรรษ เป็นความขัดแย้งแตกแยกค่อนข้างรุนแรง แม้จะมีการยึดอำนาจได้ค่อนข้างเบ็ดเสร็จ และสามารถยกเลิกประกาศเคอร์ฟิวได้ทั่วราชอาณาจักรในเวลาไม่ถึงเดือน แต่ความรุนแรงก็อาจปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีผู้นำประเทศที่มีอำนาจที่แท้จริงจากกองทัพ
ประการที่สอง ประสบการณ์อันน่าผิดหวังในอดีต กรณีเชิญนายกรัฐมนตรี “พลเรือน” มาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในเวลาค่อนข้างรวดเร็ว คือ สมัย รสช. 2534 ที่เชิญอานันท์ ปันยารชุน มาแล้ว “คุม” ไม่ได้ และหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 เชิญ “พลเรือนยศพลเอก” ที่เคยเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาเข้ามาทำหน้าที่แล้ว “เสียของ” เพราะสั่งไม่ได้ รัฐประหารครั้งนี้ไม่ต้องการให้เป็นเหมือนสองครั้งก่อน หัวหน้าคณะรักษาความสงบจึงต้องลงไป “เล่นเอง”
ประการที่สาม แม้ทหารจะเรียนมาทางด้านความมั่นคง แต่ทหารก็สามารถ “ปกครองประเทศไทย” ดัง จอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรียาวนานกว่านายกรัฐมนตรีคนอื่นทั้งหมด จอมพลสฤษดิ์ก็สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีที่สร้างความเจริญให้แก่ประเทศได้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็สามารถสร้างผลงานฝากไว้มากมายจนได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นองคมนตรีและรัฐบุรุษได้ ทำไม พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นบ้างไม่ได้
ประการที่สี่ ความสำเร็จในการรัฐประหารเมื่อ 22 พ.ค. 2557 แสดงถึงภาวะผู้นำอันเยี่ยมยอดของ พล.อ.ประยุทธ์ และหลังยึดอำนาจได้แล้ว ก็ “เล่นเป็น” คือ มุ่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวไร่ชาวนาจำนวนมากมายได้อย่างรวดเร็ว ทันใจ มุ่งแนวทางสันติวิธี มุ่งสร้างความปรองดองสมานฉันท์อย่างเป็นรูปธรรม และแม้กับต่างชาติที่ตำหนิการยึดอำนาจก็ใช้ท่าทีที่ถูกต้อง ไม่ตอบโต้รุนแรง เคารพความเห็นแตกต่าง ใช้วิธีอธิบายด้วยเหตุผล ถึงเหตุผลความจำเป็นที่ต้องเข้ามา “ควบคุม” อำนาจเพื่อ “ปูทาง” ไปสู่การดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศในช่วงการปฏิรูป
ด้วยความเคารพในเหตุผลที่สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีในสถานการณ์เปลี่ยนผ่าน แต่ผู้เขียนเชื่อว่าจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ทั้งต่อประเทศชาติ ทั้งนี้ด้วยเหตุผลหลายประการ
ประการแรก แม้ปัญหาความมั่นคงจะเป็นสถานการณ์เฉพาะหน้าที่สำคัญ แต่ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง การต่างประเทศ ย่อมมีความสำคัญไม่น้อยกว่า พิจารณาจากประสบการณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์และทีมงาน โดยเฉพาะจากฝ่ายทหารที่ปรากฏชื่อและผลงานทั้งในอดีตและที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. น่าจะไม่พอเพียงที่จะจัดการกับปัญหาอื่นๆ รอบด้านได้อย่าง “เอาอยู่” โดยเฉพาะโลกยุคปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัตน์ ในยุค “หลังสมัยใหม่” (Postmodern) ซึ่งปัญหามีความซับซ้อนสูง ขณะที่ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ รวดเร็วและมีพลวัตสูงมาก อำนาจรัฐประหารย่อมสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ชั่วคราวในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ในไม่ช้าปัญหาต่างๆ จะค่อยๆ ผุดโผล่ รุมเร้า ถาโถม รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเมื่อเข้าสู่โรดแมประยะที่สอง ที่ความขัดแย้งเรื่องแนวทางการปฏิรูปจะประดังเข้ามาอีก ทีมงานที่มีอยู่จะรับมือไหวหรือ
ประการที่สอง ในสถานการณ์ปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์มีทั้งอำนาจของการรัฐประหาร บวกอำนาจทางทหาร และอำนาจนายกรัฐมนตรีอยู่ในตัว ขณะที่อีกฝ่ายถูกควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ จึงสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างฉับพลัน แต่ในไม่ช้าการต่อต้านคัดค้านก็จะมีการปรับตัวและแสดงออกในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น เมื่อเข้าสู่โรดแมประยะที่สอง พล.อ.ประยุทธ์จะพ้นจากตำแหน่งสำคัญ คือผู้บัญชาการทหารบก ถ้าไม่มีการต่ออายุราชการอำนาจทางทหารก็จะลดลงทันที ถ้ามีการต่ออายุราชการก็อาจมีปัญหาการต่อต้านภายในกองทัพ และเมื่อประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองประเทศชั่วคราว อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีที่มีอยู่เดิมก็จะหมดไป ถ้า พล.อ.ประยุทธ์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงเปลี่ยนผ่าน สถานะจะแตกต่างจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในช่วงมีอำนาจเบ็ดเสร็จ เพราะจะต้องรับผิดชอบในฐานะนายกรัฐมนตรีอย่างเต็มตัว ต้องรับทั้งผิด ทั้งชอบ ถ้าทำชอบก็อาจได้ดอกไม้บ้าง แต่ถ้าทำพลาดก้อนอิฐจะถาโถมจนบอบช้ำ
ปัญหาความมั่นคงหลังรัฐประหารเป็นปัญหาใหญ่ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่อำนาจลดลง ขณะที่ต้องแบกรับภาระปัญหามากขึ้น ความเสี่ยงก็จะสูงขึ้น ถ้ามีการต่อต้านรุนแรงก็มีโอกาสประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับ พล.อ.สุจินดา คราประยูร
ประการที่สาม สังคมไทยเรียกร้องต้องการจากผู้นำสูงมาก สูงเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจะสนองตอบได้ สหรัฐกำหนดให้ประธานาธิบดีทำหน้าที่ในฐานะมนุษย์ จึงสร้างทำเนียบขาวให้เป็นที่สัปปายะ สะดวกและเหมาะสมแก่การทำหน้าที่เชื่อมโยงกับรัฐสภา และมีเวลาให้ไปพักผ่อนในแคมป์เดวิด ขณะที่ประเทศไทยมิได้เตรียมการสิ่งเหล่านี้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นในสหรัฐจะมีผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ และสามารถตัดสินใจสั่งการได้ตามลำดับชั้น มีน้อยเรื่องที่จะต้องขึ้นไปถึงประธานาธิบดี แต่แทบทุกเรื่องของไทย ไมค์จะจ่อปากนายกรัฐมนตรีแทบทุกวัน พล.อ.เปรมอยู่ในอำนาจได้นานเพราะพูดน้อย ถ้าช่างพูดมากเท่าไร โอกาสพลาดก็มากเท่านั้น
ประการที่สี่ พล.อ.ประยุทธ์อาจเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตของตน แต่จะคุมคนรอบข้างได้แค่ไหน โดยเฉพาะระบบราชการที่อ่อนแอ เพราะถูกระบบการเมืองทำลายมาอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเป็นมือไม้ในการแก้ปัญหาที่ยากๆ ของประเทศได้สักแค่ไหน
ประการที่ห้า กรณีจอมพลสฤษดิ์ไม่สามารถเป็นตัวอย่างในปัจจุบัน เพราะเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จ ยาวนาน กรณี พล.อ.เปรมเป็นกรณี “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” มิใช่สถานการณ์เปลี่ยนผ่านสู่ระบบเลือกตั้ง กรณีรัฐบาลหลัง รสช. 2534 แม้นายกฯ อานันท์จะ “สั่งไม่ได้ดังใจ” แต่ก็เป็นการแข็งขืนเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก ข้อสำคัญเพื่อป้องกันมิให้ รสช.กลายสภาพเป็น “เหลือบฝูงใหม่” ทำให้รัฐประหารครั้งนั้น นอกจาก “ไม่เสียของ” แล้ว ยังสร้างรากฐานที่ดีไว้เป็นอันมาก
ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนผ่านจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีนายกรัฐมนตรีที่เป็นพลเรือนที่มีประสบการณ์และความจัดเจนในการบริหารบ้านเมือง ต้องเป็นพลเรือนเพราะจะสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนานาอารยประเทศได้มากกว่า ทหารควรทำหน้าที่ด้านความมั่นคง คอยคุมเชิงให้รัฐบาลพลเรือนอยู่ในร่องในรอย ทำหน้าที่เหมือนบอร์ดที่ดูแลองค์กรของรัฐ คือ คอยชี้นำ (Direct) แก้ไขสิ่งที่ผิด (Correct) และปกป้อง (Protect) ให้ทำสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรม และเป็นประโยชน์สุขที่แท้จริงของประชาชนและประเทศชาติ ถ้าเล่นเองใช้อำนาจเองก็ต้องแบกรับความเสี่ยงเอาไว้เอง โดยมิใช่ความเสี่ยงของทหารเท่านั้น แต่คือความเสี่ยงของประเทศชาติโดยรวม







