
สังคมแม่นกเลี้ยงลูกอ่อน
คนไทยเป็นเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโต
คนไทยเป็นเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโต
ทั้งนี้ เป็นผลจากวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลให้เป็นไปดั่งนั้น
คนไทยคุ้นเคยกับการถูก “ป้อน” และ “อุ้มชู” ทั้งในระดับชาติและระดับครอบครัวมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ที่มาตั้งประเทศเป็นรัฐไทยครั้งกรุงสุโขทัยเมื่อกว่า 700 ปีนั้นแล้ว ส่วนหนึ่งก็คือระบอบการปกครองแบบ “พ่อขุน” ที่เมตตาต่อราษฎรดุจบิดาเลี้ยงดูบุตร และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นด้วยสภาพบ้านเมืองที่อุดมสมบูรณ์ อย่างที่ในศิลาจารึกสลักไว้ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”
นั่นคือสังคมไทยเป็นประชานิยมมานานแล้ว
แม้ในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่นักประวัติศาสตร์บอกว่าปกครองแบบ “จักรพรรดิราช” แต่ก็มีความเป็น “ธรรมราชา” เป็นอย่างยิ่งเช่นกัน คือกษัตริย์ไทยแม้จะใช้อำนาจของ “เทวดา” ตามแนวของพวกฮินดูพราหมณ์ แต่ก็เป็นไปโดยละมุนละม่อมแบบ “พระโพธิสัตว์” ตามแนวศาสนาพุทธ เพื่อการปกครองที่ร่มเย็นเป็นสุข ที่มีทั้ง “พระเดช” และ “พระคุณ”
ระบบศักดินาของไทยที่มีการจัดระบบขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นมาตรการที่จะจัดการกับความเป็นอิสรเสรีของคนไทยซึ่งออกจะมีมากเกินไปมาตั้งแต่ไหนแต่ไร อย่างที่ฝรั่งอธิบายลักษณะของคนไทยและสังคมไทยว่า ค่อนข้าง Free หรือ Independent คือไม่ค่อยชอบที่จะให้ใครมาครอบงำหรือบงการ เช่น ลักษณะการตั้งบ้านเรือนของคนไทยจะแยกกระจายกันครอบครองที่ทำกินอย่างเป็นเอกเทศ และความไร้ระเบียบวินัยอันเป็นธรรมชาติ หรืออีกนัยหนึ่งคนไทยนั้นมักจะยึดผลประโยชน์ของตนมากกว่าประโยชน์ของส่วนรวม
การจัดกลุ่ม “ไพร่” ให้มีเจ้านายคือขุนนางคอยกำกับควบคุม จึงเป็นมาตรการที่จะสลายผลประโยชน์ส่วนตัว ที่แม้แต่ในตัวขุนนางเองก็มีความเป็นเอกเทศอยู่มาก จัดให้เป็นระเบียบหมวดหมู่ โดยอ้างถึงความสะดวกในการเรียกระดมพลเพื่อเป็นทหารในยามศึกสงคราม และเป็นแรงงานในยามปกติ แต่ในความเป็นจริงน่าจะมีเป้าหมายเพื่อการสลายขั้วอำนาจหรือความเป็นอิสรเสรีของคนไทย ให้เข้ามาเป็น “กลุ่มทางสังคมการเมือง” เพื่อให้เกิดพลังร่วม อันจะเป็นประโยชน์แก่การสร้างสรรค์และพัฒนาประเทศ โดยแลกเปลี่ยนกับการให้ความคุ้มครองจากรัฐ
ตราบใดที่รัฐดูแลเขาได้ คนไทยก็จะสยบให้รัฐ
ดังนั้น ปรากฏการณ์ที่จะพบได้บ่อยๆ ในระบบสังคมและการเมืองไทยก็คือการเคลื่อนย้ายของกลุ่มประชาชนไปเกาะขั้วอำนาจที่มีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้เรื่อยๆ โดยที่ “รัฐ” มีความหมายว่า “ใครก็ได้ที่มีอำนาจและให้ความคุ้มครองเขาได้” ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้ง “ผู้เฒ่าผู้แก่” ในระดับชุมชนหมู่บ้าน เจ้าพ่อ นักเลง และผู้มีอิทธิพลในกลุ่มสังคมต่างๆ เจ้านาย ผู้บังคับบัญชา และคนที่สามารถให้คุณให้โทษในหน่วยงานหรือองค์กรทั้งหลาย หรือ “สถาบันผู้ทรงอำนาจ” ในระดับชาติ เป็นต้นว่า กษัตริย์ ระบบราชการ และทหาร
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวน่าจะทรงเล็งเห็นจุดอ่อนของระบบศักดินาที่มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยานั้น จึงยกเลิกการมีไพร่โดยใช้การเกณฑ์ทหารเข้ามาแทน รวมถึงการยกเลิกทาสอันเป็นผลพวงจากสังคมของการพึ่งพิงที่หล่อหลอมกันมาในสังคมสมัยก่อน แต่กระนั้นความคุ้นชินที่คนไทยมีต่อการพึ่งพิง “ผู้มีอำนาจ” จากวัฒนธรรมนี้ในระบบก็ไม่ได้จางหายไป ดังวลีที่ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมยุคแรกๆ นั้นว่า คนที่ไม่มีเจ้านายก็เหมือน “คนไร้ญาติขาดอีโต้”
การเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 ก็ไม่ได้เปลี่ยนวัฒนธรรมแห่งการพึ่งพิงนั้น นักการเมืองของไทยจึงมีการเกาะกลุ่มกันเป็นขั้วๆ ตามแต่ว่าใครจะมีอำนาจมากในช่วงเวลาต่างๆ หรือแม้แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน ในกลุ่มองค์กรเดียวกันก็อาจจะมีการแบ่งเป็นขั้วย่อยๆ ที่เรียกในการเมืองยุคนี้ว่า “ก๊กก๊วน” แยกย่อยออกไปได้อีก อย่างทหารในช่วงแรกก็มีกลุ่มของพระยาพหลพลพยุหเสนากับกลุ่มของ พ.ต.หลวงพิบูลสงคราม ต่อมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่พลเรือนมีอำนาจก็มีการแบ่งเป็นขั้วของนายปรีดี พนมยงค์ กับนายควง อภัยวงศ์ ต่อมาเมื่อจอมพล ป. กลับคืนมามีอำนาจอีกครั้ง กลุ่มลูกน้องของจอมพล ป. เองก็ยังแยกกันเป็นกลุ่ม พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ กับกลุ่ม พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือถ้าจะไล่มาในยุคจอมพลถนอม กิตติขจร จนกระทั่งกองทัพในทุกวันนี้ก็ยังมีการแยกกันเป็นขั้วๆ ตามแต่ว่ากลุ่มไหน รุ่นไหน จะขึ้นมามีอำนาจ
แม้แต่ในพรรคการเมืองก็มีปรากฏการณ์ของก๊กก๊วนนี้อยู่ด้วย ที่ใช้ภาษาชาวบ้านว่า “มุ้ง” อย่างวิทยานิพนธ์ของผู้เขียนเกี่ยวกับพรรคกิจสังคมที่มีบทบาทสำคัญอยู่ในช่วง พ.ศ. 25182526 ก็ค้นพบว่าในพรรคกิจสังคมยุคนั้นมีบรรดาเจ้าพ่อต่างๆ มา “กางมุ้ง” กวาดต้อน สส.เข้ามาเป็นฐานอำนาจให้แก่ตนเองไม่ต่ำกว่า 78 มุ้ง ซึ่งผู้เขียนได้มีข้อสังเกตเป็นส่วนสรุปของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ไว้หลายข้อ มีข้อหนึ่งกล่าวว่า การเปลี่ยนมุ้งของสมาชิกหรือ สส.นั้น ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ โดยขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ที่หัวหน้ามุ้งจะจัดแบ่งให้ว่าเป็นที่พอใจหรือไม่
อย่างสำนวนไทยว่า “หมาเน่าเห็บกระโดด (หนี)”
อดีตนายกฯ ที่ชื่อทักษิณคงไม่ได้อ่านวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ หรือบางทีแกอาจจะฉลาดมากเกินไปจนเป็นความเชื่อมั่นในตนเองอย่างเกินมนุษย์ ตอนที่แกตั้งพรรคไทยรักไทย แกก็น่าจะมองเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าแกเองก็ต้องใช้พลังต่างๆ เป็นอย่างมากในการรวบรวม “มุ้ง” ทั้งหลายเข้ามาอยู่ด้วยกัน แกหวังที่จะสร้างพรรคไทยรักไทยให้เป็นมุ้งอันเดียวกันเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งแกอาจจะมั่นใจมาก เพราะไม่ว่าจะถูกยุบพรรคไปกี่ครั้งก็ยังกลับมาเป็นพรรค “ของแก” อยู่ดังเดิม
“มิจฉาทิฐิ” ดั่งนี้ได้ลุกลามไปถึงความเชื่อที่แกมีต่อคนไทยด้วยว่า ตราบใดที่แกยัง “ป้อน” คนไทยได้ด้วยอภิมหาโปรเจกต์ที่ให้นักการเมืองร่วมก๊วนทำมาหากินกับนโยบายประชานิยมที่แกใช้ล่อหลอกประชาชน แต่แกก็ยังมองข้ามไปว่า เมื่อใดที่แกหมดอำนาจไปแล้วมีคนอื่นที่มีอำนาจมากกว่าหรือให้ผลประโยชน์ที่ดีกว่า ทั้งนักการเมืองและประชาชนก็จะ “หนี” ไปจากแก
ขณะนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ขึ้นมามีอำนาจ แม้จะไม่ประกาศออกมาตรงๆ ว่าเข้ามาขจัดความชั่วร้ายของ “ระบอบทักษิณ” แต่ก็พอเข้าใจได้ว่ากำลังจะต่อสู้กับระบอบนั้นอย่างไร โดยเฉพาะนโยบายที่เรียกกันว่า “คืนความสุขแก่คนไทย” เช่นเดียวกัน คสช.ก็ต้องระมัดระวังว่าธรรมชาติของสังคมไทยนี้ได้ผ่านวัฒนธรรมของ “แม่นกเลี้ยงลูกอ่อน” เรื่อยมา บางที คสช.เองก็อาจจะต้องเหนื่อยมากกว่า เพราะต้องเปลี่ยน “หนอน” ให้แก่ลูกนกทั้งหลาย
ทั้งยังต้องระวัง “อินทรี” กับ “อีแร้ง” อีกด้วย







