
น้ำมันโลกสะเทือนหนักอิรักปะทุ ส่อแตกเป็นเสี่ยง
ตกเป็นเป้าสายตาของทุกประเทศทั่วโลกเพียงชั่วข้ามคืน และลือลั่นเด่นดังจนกลบกระแสข่าวอื่นๆ ให้เงียบไปถนัดตา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ตกเป็นเป้าสายตาของทุกประเทศทั่วโลกเพียงชั่วข้ามคืน และลือลั่นเด่นดังจนกลบกระแสข่าวอื่นๆ ให้เงียบไปถนัดตา สำหรับปฏิบัติการยึดเมืองแบบดุเดือดและเฉียบขาดของกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดและกลุ่มติดอาวุธสุหนี่ “ไอเอสไอแอล” ในอิรัก
เหตุผลเพราะความวุ่นวายบนดินแดนแห่งนี้ไม่เพียงแต่มีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นเหตุนองเลือดรุนแรงครั้งใหญ่ที่อาจบานปลายกลายเป็นสงครามศาสนาจนถึงขั้นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เท่านั้น แต่ด้วยฐานะผู้ผลิตน้ำมันที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) สถานการณ์ความมั่นคงในอิรักย่อม ส่งผลกระเทือนต่อปริมาณและราคาน้ำมันโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการรุกคืบยึดเมืองของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธในอิรัก ล้วนพุ่งเป้าไปที่เมืองซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นบ่อน้ำมันหรือโรงกลั่นน้ำมันสำคัญในลำดับต้นๆ ของประเทศ เช่น เมืองโมซุล ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตที่มีปริมาณน้ำมันใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ
กระทั่งนักวิเคราะห์ด้านตลาดน้ำมันของวอลสตรีท สหรัฐ ส่วนหนึ่งถึงกับคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์ในสิ้นปี 2014 นี้ จะ พุ่งทะยานสูงถึง 116 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และถ้าสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นที่ผู้ก่อการร้ายยึดกรุงแบกแดดได้สำเร็จ ทั่วโลกน่าจะมีโอกาสได้เห็นราคาน้ำมันที่ 120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเลยทีเดียว
ต้องยอมรับว่าการคาดการณ์ข้างต้นใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะนับตั้งแต่การเปิดฉากยิงในอิรักเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งขึ้นถึง 4.1% โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์งวดส่งมอบเดือน ก.ค. เมื่อวันจันทร์ที่ 16 มิ.ย. ในตลาดลอนดอนปรับเพิ่มขึ้น 63 เซนต์ มาอยู่ที่ 113.09 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสเพิ่มขึ้นอีก 36 เซนต์ อยู่ที่ 107.27 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 9 เดือน
ทั้งนี้ แม้ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งจะพยายามบรรเทาความวิตกกังวลในตลาด โดยระบุว่าสถานการณ์ในอิรักไม่น่าจะรุนแรง และการบุกยึดเมืองของกองกำลังติดอาวุธ ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการ ส่งออกน้ำมันของอิรักโดยรวม เพราะเมือง ที่ยึดได้อยู่ทางเหนือ ขณะที่บริเวณที่ผลิตและส่งออกน้ำมันหลักๆ อยู่ในเมืองบัสราทาง ตอนใต้ของประเทศ
กระนั้น ความเห็นเหล่านั้นก็ไม่อาจผ่อนคลายและระงับราคาน้ำมันในตลาดในช่วงเวลานี้ไม่ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจนน่าใจหายได้ เนื่องจาก 1) นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงกลัวว่าสถานการณ์ในอิรักจะบานปลายจน ลุกลามไปถึงตอนใต้ของประเทศ และ 2) ความรุนแรงอาจยืดเยื้อทำให้ปริมาณการผลิตน้ำมันในตลาดโลกไม่เพียงพอต่อปริมาณความ ต้องการบริโภคน้ำมันที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงที่มีการใช้มากที่สุดของปี
สำหรับเหตุผลเรื่องความหวาดกลัวนี้ ถือเป็นเหตุผลทางจิตวิทยาที่คาดเดาได้ยาก โดย พอล สตีเวนส์ ศาสตราจารย์และนักวิชาการสถาบันชาแธมเฮาส์ อธิบายว่า ในกรณีของตลาดน้ำมันกลายเป็นความเชื่อที่ฝังหัวไปเสียแล้วว่า เมื่อใดก็ตามที่เกิดปัญหาวุ่นวาย ในตะวันออกกลาง แหล่งผลิตน้ำมันชั้นนำของโลก เมื่อนั้นราคาน้ำมันจะต้องพุ่งขึ้น
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ เพราะความกลัวต่อสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าอิรักจะผลิตน้ำมันได้อีกนานหรือเปล่า ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเกิดความผันผวน
ยิ่งไปกว่านั้น ประกอบกับความกลัวว่ารัฐบาลอิรักอาจไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ในประเทศ และปล่อยให้กลุ่มก่อการร้ายรุกคืบจนสามารถยึด กรุงแบกแดดได้สำเร็จ ก่อนบุกลงใต้ยึดเมืองทางตอนใต้ของประเทศที่เป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมน้ำมัน ในอิรัก ก็ยิ่งทำให้ราคาน้ำมันในห้วงเวลานี้ยังคงมีแนวโน้มพุ่งทะยาน ต่อเนื่อง โดย แอมริตา เซน หัวหน้านักวิเคราะห์น้ำมันจากเอ็นเนอร์จี แอสเปค สรุปว่าราคาน้ำมันขณะนี้ผูกอยู่กับเงื่อนไขความกลัวของนักลงทุนที่เริ่มคาดเดาสถานการณ์ในอิรักเป็นหลัก
ในส่วนของอุปสงค์และอุปทานน้ำมัน นั้น ต้องเข้าใจก่อนว่าอิรักเป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดของโลก แถมยังเป็นบ่อน้ำมันที่ขุดง่ายและอยู่ไม่ลึกจากผิวดินมากนัก ส่งผลให้เพียงไม่กี่ปีอิรักสามารถพุ่งทะยานเป็นประเทศ ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในกลุ่มโอเปก เป็นรอง ก็แต่เพียงซาอุดิอาระเบียเท่านั้น ขณะที่ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ถึงกับ คาดการณ์เมื่อไม่นานมานี้ว่า น้ำมันจากอิรัก จะมีสัดส่วนถึง 60% ของกลุ่มโอเปกในช่วง 10 ปีนับต่อจากนี้ จากกำลังการผลิตปัจจุบัน ที่วันละ 3.3 ล้านบาร์เรล
ดังนั้น เมื่อเกิดความวุ่นวายในอิรัก แม้จะยังไม่กระทบแหล่งผลิตหลัก แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เพียงพอที่จะทำให้การผลิตน้ำมันของอิรักมีเหตุให้ชะลอลง หรือชะงักจนกระทบต่อปริมาณส่งออก
ยิ่งเมื่อช่วงก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์ที่ปริมาณส่งออกน้ำมันของลิเบียหายไปจากตลาดราว 1 แสนบาร์เรล/วัน เนื่องจากกลุ่มกบฏสามารถยึดบ่อน้ำมันและแหล่งจ่ายน้ำมันหลักของประเทศไว้ได้ ก็ยิ่งทำให้หลายฝ่ายกลัวว่าอิรัก จะซ้ำรอยลิเบีย แถมคราวนี้อาจเลวร้ายยิ่งกว่า เพราะคราวลิเบียยังมีอิรักคอยส่งออกน้ำมันเสริมซัพพลายในตลาด แต่กรณีของอิรัก แม้ซาอุฯ จะเร่งกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ก็อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการในตลาดที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่สหรัฐและยุโรปต้องการใช้น้ำมันมากที่สุดสำหรับการเดินทางและการทำกิจกรรมในช่วงซัมเมอร์ ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายสำนักวิตกว่า อย่างน้อยในระยะสั้นๆ ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะยานจนน่าใจหาย
ขณะเดียวกัน ภูมิภาคตะวันออกกลางพื้นที่ที่ชนกลุ่มน้อยต่างๆ มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องใกล้ชิดกัน ชีอะห์ในอิรักเป็นมิตรกับชีอะห์ในอิหร่าน ชาวเคิร์ดและชาวสุหนี่มีแรงหนุนจากชาวสุหนี่ในลิเบีย ดังนั้นหากอิรักวุ่นวายหรือ เลวร้ายที่สุดคือประเทศล่มสลาย หลายฝ่ายมองว่าภูมิภาคตะวันออกกลางจะปั่นป่วนทันที เพราะชนกลุ่มน้อยในหลายประเทศอาจลุกฮือขึ้นได้
ทั้งนี้ การที่เกือบ 80% ของโลกยังคง พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง โดยมีการคาดการณ์ว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของครึ่ง ปีหลัง ปริมาณความต้องการน้ำมันโลกจะเพิ่มสูงถึง 94 ล้านบาร์เรล/วัน ความรุนแรงในอิรักจึงมีแนวโน้มที่จะเป็นชนวนเริ่มต้นของวิกฤตราคาน้ำมันแพง ซึ่งจะซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่กำลังฟื้นตัวได้ไม่ยาก







