
ฟุตบอลโลก 2014 งานรื่นเริงบนคราบน้ำตาแซมบ้า
เปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับมหกรรมฟุตบอลโลก 2014 ที่ บราซิล รับบทเป็นเจ้าภาพ หลังจากที่ต้องรอคอยมานานถึง 4 ปีเต็มๆ
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
เปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับมหกรรมฟุตบอลโลก 2014 ที่ บราซิล รับบทเป็นเจ้าภาพ หลังจากที่ต้องรอคอยมานานถึง 4 ปีเต็มๆ
แม้ทีมเจ้าภาพจะเรียกเสียงเฮจากแฟนบอลเจ้าถิ่นด้วยการคว้าชัยชนะเหนือโครเอเชียในเกมนัดเปิดสนามมาได้ด้วยสกอร์ 3-1 แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถไปลบล้างบาดแผลและความช้ำอกช้ำใจของชาวบราซิลที่มีต่อความผิดหวังในการเป็นเจ้าภาพงานมหกรรมกีฬายักษ์ใหญ่ของโลกลงได้เลย
เพราะการเป็นเจ้าภาพบอลโลกหนนี้ บราซิลดูจะมีมลทินแปดเปื้อนไม่น้อย ทั้งเรื่องการประท้วงของประชาชนที่ไม่พอใจต่อการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับงบประมาณการจัดบอลโลกจนลืมเห็นหัวประชาชน ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในโครงการก่อสร้างต่างๆ ความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ จนทำให้โครงสร้างพื้นฐานและสนามบางส่วนเสร็จไม่ทันกำหนดเวลาจนทำให้ความสง่างามของบราซิลถูกลดทอนลงไปถนัดตา
ภาพความผิดหวังที่ออกมาช่างเป็นสิ่งที่สวนทางกับความพยายามและตั้งใจของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง เพราะการจัดบอลโลกครั้งนี้ บราซิลหวังจะให้เป็นโอกาสในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ หลังจากต้องเผชิญกับภาวะชะลอตัวมาหลายปีติดต่อกัน ดังเห็นได้จากปริมาณงบที่ใช้ไปแล้วถึง 1.18 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.6 แสนล้านบาท) นับเป็นงบจัดบอลโลกที่มากที่สุดตั้งแต่เคยจัดมาในประวัติศาสตร์
กระนั้น ทั้งๆ ที่รัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณมหาศาลลงไปแล้ว ทว่าผลประโยชน์และเม็ดเงินที่จะได้รับกลับมาเพื่อนำไปสู่การฟื้นเศรษฐกิจประเทศ ดูจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ เนื่องจากนักวิเคราะห์หลายสำนักต่างฟันธงว่า เม็ดเงินที่ได้มาจากเทศกาลบอลโลก โดยเฉพาะจากภาคการท่องเที่ยวต่างๆ จะทำให้เศรษฐกิจแดนเมล็ดกาแฟฟื้นตัวได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
เนื่องจากเม็ดเงินที่คาดว่าจะได้รับกลับคืนมา ไม่น่าจะมากพอจนสามารถไปชดเชยกับงบที่ไปลงทุนที่ควักลงไปแล้ว มหาศาลกว่า 1.18 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐได้
ขณะเดียวกัน เม็ดเงินที่ลงทุนไปก็ส่อแววว่าจะกลายเป็นภาระทางการเงินการคลังของชาติในอนาคตอีกด้วย หลังจากที่รัฐบาลไม่สามารถหาบริษัทเอกชนมาเข้าร่วมทุนในโครงการพัฒนาก่อสร้างสนามกีฬาและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สนามบิน ถนน เนื่องจากเอกชนมองว่าไม่คุ้มค่ากับการลงทุน
ทำให้รัฐบาลบราซิลต้องไปหยิบยืมเงินจากงบประมาณสาธารณะมาใช้มากกว่าที่วางแผนไว้ตอนแรก
โดยปัจจุบันจากข้อมูลทีมตรวจสอบบัญชีสอบทางการเงินของรัฐบาล เผยว่างบที่รัฐบาลกู้ยืมจากประชาชนในประเทศเพื่อนนำมาใช้ในโครงการบอลโลกมีมากถึง 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าที่ตั้งเป้าไว้ที่ 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ ประเด็นการจัดบอลโลกในหนนี้กำลังกลายเป็นประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่ ร้อนแรงอย่างหนัก หลังจากที่ผลสำรวจของสถาบันวิจัยพิว เซ็นเตอร์ ในสหรัฐ ระบุว่า กว่า 61% ของประชาชนที่ตอบแบบสำรวจในแดนแซมบ้า รู้สึกไม่พอใจและคิดว่าบอลโลกหนนี้ไม่เป็นผลดีต่อประเทศ
ปัจจุบันชาวแซมบ้าจำนวนมากกำลังรู้สึกว่าตนเองแทบจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากมหกรรมฟุตบอลโลกเลย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) พ่อค้าข้างถนน นั้นแทบจะไม่มีโอกาสไปตั้งร้านค้าในบริเวณใกล้สนามเลย
เนื่องจากติดขัดในเรื่องลิขสิทธิ์และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ซ้ำร้าย บางรายยังถูกไล่ที่อีกด้วย เพื่อขอเวนคืนในการนำมาสร้างสนามและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
ในทางกลับกันกลายเป็นกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ และคนชั้นนำเท่านั้นที่เข้าถึงและกอบโกยประโยชน์จากโครงการต่างๆ ของบอลโลกไปแทน เนื่องจากมีโอกาสเข้าถึงการขอสิทธิประโยชน์ทางการค้าต่างๆ จากฟีฟ่าและคณะผู้จัดการแข่งขันไม่ว่าจะเป็นการตั้งบูธจำหน่ายสินค้าไปจนถึงร้านขายของที่ระลึก
ที่ร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือ การชมเกมฟุตบอล ซึ่งเป็นกีฬายอดฮิตอันดับหนึ่งของชาวบราซิลจนแทบจะเรียกว่าเปรียบประดุจลมหายใจของคนที่นั่น ก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับคนหาเช้ากินค่ำทั่วไปในบราซิลมาก
เพราะราคาหางตั๋วบัตรแพงลิบลิ่ว โดยราคาเฉลี่ยตามหน้าตั๋วอยู่ที่ระหว่าง 10-50,000 เหรียญสหรัฐต่อใบ ซึ่งนี่ยังไม่นับรวมกับราคา ตั๋วผีอีกที่ปัจจุบันราคาได้พุ่งขึ้นไปกว่าราคาหน้าตั๋วแล้วกว่า 30% ขณะที่รายได้ต่อเดือนของ ชนชั้นกลางบราซิลอยู่ที่ประมาณ 775-3,400 เหรียญสหรัฐต่อเดือนเท่านั้น
ส่วนอีกประเด็นที่ร้อนฉ่าไม่แพ้กันเลยนั่นคือ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าภาพบอลโลกจนลืมเห็นหัวอกและปัญหาปากท้องประชาชน ซึ่งตรงจุดนี้ถือเป็นปมคาใจของประชาชนหลายคน เนื่องจากหลายคนมองว่ารัฐบาลจัดสรรเงินไปลงทุนกับการเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันบอลโลกมากเกินไป และแม้จะอ้างว่าเป็นการลงทุนเผื่อในการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกปี 2016 ก็ดูจะฟังไม่ขึ้นนัก
เนื่องจากปัจจุบัน คนบราซิลหลายสิบล้านคนยังคงต้องอาศัยและใช้ชีวิตในสลัมและชุมชนแออัด แถมยังไม่ได้รับสวัสดิการการดูแลจากรัฐที่ดีอย่างเพียงพออีกด้วย ทั้งเรื่องบริการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า สาธารณสุข การศึกษา และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
นิตยาสารฟอร์บส์ ทำการเปรียบเทียบงบประมาณที่บราซิลทุ่มทุนไปกับการจัดบอลโลกในครั้งนี้ โดยระบุว่าเทียบเท่ากับ 60% ของงบประมาณที่ใช้จ่ายไปในด้านการศึกษาทั้งปีของชาวบราซิลเลยทีเดียว
ขณะที่รายงานจากหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า อัตราการตายของเด็กในบราซิลสูงกว่าสหรัฐ 2 เท่าตัว ขณะที่หมอและพยาบาลก็ขาดแคลนหนัก จนทำให้ต้องไปจ้างหมอจากคิวบาเข้ามาในบราซิล
จึงเป็นเหตุทำให้คนบราซิลมองว่า หากรัฐบาลนำงบประมาณที่ใช้จัดบอลโลกออกมาใช้พัฒนาประเทศและปรับปรุงสวัสดิการของประชาชนให้ดีขึ้น คุณภาพชีวิตของชาวแซมบ้าจะดีขึ้นไปกว่านี้ไม่น้อย
ทั้งนี้ บราซิลถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างคนจนกับคนรวยในประเทศมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยปัจจุบันจากการจัดอันดับของ ซีไอเอเวิลด์ แฟคบุ๊ก อยู่ที่ 17 จากทั้งหมด 140 ประเทศทั่วโลก
ด้วยเหตุนี้ เมื่อประเด็นความคุกรุ่นจากการไม่พอใจเรื่องบอลโลกได้มารวมเข้ากับปัญหาเศรษฐกิจที่สั่งสมมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้น ภาคการผลิตเข้าสู่ภาวะถดถอย เพราะไร้ขีดความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากมีการจัดเก็บภาษีสูง และโครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่ จึงทำให้ปวงประชาชาวแซมบ้ารุกขึ้นต้านการจัดแข่งขันบอลโลก ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่คลั่งกีฬาฟุตบอลจนขึ้นหัว
เพราะแม้จะรักฟุตบอลมากเพียงไร แต่หากรู้ว่ามหกรรมกีฬายักษ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินบ้านเกิดตนเอง กลับไม่ได้สร้างสรรค์ประโยชน์ใดๆ ขึ้นเลย ซ้ำยังมาทำให้ชีวิตย่ำแย่อีก ก็คงไม่มีใครทำใจสนับสนุนได้ลง โดยเฉพาะคนรากหญ้าที่แทบจะไม่ได้รับอานิสงส์จากงานนี้เลย







