posttoday
ดันจีดีพีโต คสช.โชว์บริหารเศรษฐกิจ

ดันจีดีพีโต คสช.โชว์บริหารเศรษฐกิจ

16 มิถุนายน 2557

การให้นโยบายกรอบการทำงบประมาณปี 2558 กับหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การให้นโยบายกรอบการทำงบประมาณปี 2558 กับหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือเป็นการเรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอีกขั้นหนึ่ง

ที่สำคัญ นโยบายหรือโครงการต่างๆ มีความชัดเจน ทั้งในภาพใหญ่และภาพย่อย เช่น ในภาพใหญ่มีการระบุชัดเจนว่าจะเน้นเศรษฐกิจพอเพียง มีการใช้งบประมาณอย่างรอบคอบ โปร่งใส ไม่สร้างหนี้เกินตัว และไม่ทำโครงการประชานิยมที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศ ในภายหลัง ทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจว่า การบริหารเศรษฐกิจของ คสช.จะเน้นเรื่องเสถียรภาพทางการเงินการคลังเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารเศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากนี้ ในเชิงนโยบายและโครงการลงทุนก็ ชัดเจนระดับหนึ่งว่า คสช.จะทำเรื่องอะไรและไม่ ทำเรื่องอะไรบ้าง รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความเป็นธรรมให้ผู้เสียภาษี นอกจากนี้ยังมีการลงทุนอื่นๆ ทั้งพลังงานทดแทน ถนน 4 เลน รถไฟรางคู่ การก่อสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล การเปิดพื้นที่เศรษฐกิจตามชายแดน ทั้งหมดจะทำให้การลงทุนของภาครัฐกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง และหนุนให้มีการลงทุนภาคเอกชนตามมา

กรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2558 นี้ อยู่บนประมาณการว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 4% อัตราเงินเฟ้อ 2.3% ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจเมื่อรวมเงินเฟ้อจะสูงถึง 6.3% ต่อปี ถือเป็นระดับที่สูงที่ คสช.สามารถ เคลมเป็นผลงานการบริหารด้านเศรษฐกิจได้ทันที

ที่ผ่านมาการเข้ามาควบคุมอำนาจการบริหารประเทศของทหาร มักจะถูกสบประมาทเสมอว่าเศรษฐกิจจะแย่ เพราะบริหารเศรษฐกิจไม่เป็น คสช.จึงหวังปิดจุดอ่อนนี้ ต้องบริหารให้เข้าเป้าเพื่อเรียกคะแนน จากทั้งนักลงทุนต่างประเทศและประชาชนในประเทศ

ดังนั้น จะเห็นว่าตั้งแต่วันแรก ที่ คสช.เข้ามายึดอำนาจ ได้พยายามเรียกคืนความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ทุกภาคส่วนต่างๆ กลับมาให้เร็ว ที่สุด ทั้งการจ่ายเงินชาวนา 9.2 หมื่นล้านบาท เพื่อกระตุ้นการบริโภค ช่วยให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 0.2% ต่อปี

มีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 ที่ค้างท่ออีก 2-3 แสนล้านบาท ปลดล็อกการใช้จ่ายภาครัฐที่เป็นอัมพาตมากว่า 6 เดือน ทำให้สามารถเรียกความเชื่อมั่นการลงทุนของภาคเอกชนกลับมาอีกครั้ง เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อีกอย่างน้อย 0.5%

ขณะเดียวกัน ยังปลดล็อกงบประมาณปี 2558 ให้ใช้ได้ทันวันที่ 1 ต.ค.นี้ จากเดิมที่คาดว่าจะใช้ได้ไตรมาส 2 ปีหน้า ทำให้ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้มีเม็ดเงินลงทุนจากภาครัฐเข้ามาในระบบเศรษฐกิจต่อเนื่อง เศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้เดิม

นอกจากนี้ การสร้างบรรยากาศและกิจกรรมคืนความสุขให้กับประเทศ นอกจากจะเพื่อแก้ปัญหาการเมืองแล้ว ยังเป็นแรงส่งเศรษฐกิจทางอ้อมได้อีกด้วย การยกเลิกเคอร์ฟิวทำให้การท่องเที่ยวกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกครั้ง

ทั้งหมดจะเห็นว่า ก่อนหน้าที่ คสช.จะเข้ามาใน วันที่ 22 พ.ค. 2557 หลายสำนักประเมินเป็นเสียง เดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ถึง 2% เพราะมองไม่เห็นทางออกทางการเมือง แต่หลังวันที่ 22 พ.ค. ทุกสำนักต่างกลับลำว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว ได้ไม่น้อยกว่า 2%

แต่สำหรับ คสช.มองข้ามช็อตจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวให้ได้ไม่น้อยกว่า 3% เพราะนอกจากจะได้ชื่อว่าทำให้เศรษฐกิจพ้นจากก้นเหวแล้ว เศรษฐกิจปีนี้โตได้มากเท่าไร ก็จะเป็นแรงส่งสำคัญให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวได้มากแค่นั้น

ยิ่งเมื่อพิเคราะห์คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ให้นโยบายในการทำงบประมาณปี 2558 ที่ให้หน่วยราชการต่างๆ ไปชี้แจงกับประชาชน ให้เข้าใจถึงตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งตัวเลขหนี้ที่เพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวที่ลดลง ฯลฯ นั้นเป็นปัญหาของการบริหารของรัฐบาลเก่า

พล.อ.ประยุทธ์ ยังตีเส้นชัดเจนว่า หากจะเปรียบเทียบตัวเลขเศรษฐกิจว่าดีหรือแย่กว่าเดิม ให้เปรียบก่อนและหลังวันที่ 22 พ.ค. ที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ แสดงให้เห็นว่า คสช.มีเป้าหมายสูงในการบริหารเศรษฐกิจ ตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่ประชาชนและนักลงทุนจับต้องได้ต้องดีกว่าที่หลายคนคาดไว้

ที่เห็นได้ชัด คือ หลายสำนักออกมาพูดตรงกันแล้วว่า ครึ่งหลังปีนี้เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ดี แม้จะโตไม่สูงมาก แต่ คสช.ยังมีเป้าหมายสไตล์ทหารที่ยังต้องการให้ปีนี้เศรษฐกิจโตได้ไม่น้อยกว่า 3% จึงเดินหน้าแก้ไขเศรษฐกิจตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาบริหาร เพราะเวลายังเหลืออีกถึง 6 เดือน หากมีการขับเคลื่อนนโยบายและโครงการต่างๆ ให้เงินเข้าสู่ระบบเป็นกอบเป็นกำ เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ 3% ต่อปี ก็เป็นฝันที่ไม่ไกลเกินเอื้อม

และยังแสดงให้สาธารณชนเห็นด้วยว่า ทหารก็มีฝีมือในการบริหารเศรษฐกิจไม่เป็นรองใคร

ยิ่งมีการตั้งทีมที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจที่มีรายชื่อกูรูด้านการเงินการคลังการค้าการขายอย่าง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง และณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีต รมว.พาณิชย์ แสดงให้เห็นว่า คสช.เอาจริงเรื่องการบริหารเศรษฐกิจ มีมันสมองชั้นเลิศคอยวางแผนให้ ขอแค่บริหารเศรษฐกิจสไตล์ทหาร คือ รวดเร็ว เห็นผลจับจ้องได้

ไม่ใช่แต่ตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้เท่านั้น ที่ คสช.ต้องการดันให้โตมากที่สุด โดยปีหน้าแม้ตามงบประมาณปี 2558 คาดว่าจะขยายตัวได้ 4% แต่ คสช.กลับมองว่าน่าจะขยายตัวได้จริงไม่น้อยกว่า 5-6% เนื่องจากฐานปีนี้ต่ำ รวมทั้งมีการผลักดันมาตรการต่างๆ เพื่อให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทุกเครื่องกลับมาทำงานเต็มสูบ

การที่เศรษฐกิจขยายตัวได้มาก ยังทำให้รายได้ ของผู้ประกอบการ ประชาชนสูงขึ้น การจ้างงาน เพิ่มขึ้น คนตกงานน้อยลง ประเทศเก็บรายได้ภาษีได้ สัดส่วนหนี้สาธารณะลดลง และอาจได้โบนัสถึงขั้นสถาบันจัดอันดับเครดิตเพิ่มเครดิตให้กับประเทศ ซึ่งล้วนเป็นผลงานบริหารเศรษฐกิจของ คสช. แต่ด่านแรกต้องทำให้ถึงเป้าหมาย คือ การดันให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มากที่สุด จากนั้นผลงานอื่นๆ ก็จะไหลตามมา ทำให้ คสช.ยืดอกได้ว่าเป็นผู้ปฏิวัติการบริหารเศรษฐกิจภายใต้ท็อปบู๊ต ที่ไม่ได้แย่อย่างที่หลายคนคิด แต่กลับดีกว่าที่หลายๆ คนนึกไว้

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก