
สังคม โพสต์ทูเดย์
1 ทศวรรษที่ยั่งยืน อยู่ในมือคุณผู้อ่านแล้ว ครับ...
1 ทศวรรษที่ยั่งยืน อยู่ในมือคุณผู้อ่านแล้ว ครับ...
...คิดถึงสาวกนักการเมืองไม่ยอมรับความเห็นต่างเสียเหลือเกิน เพราะในขณะที่กำลังคิดค้นว่าวันนี้จะโชว์สัญลักษณ์ต่อต้านรัฐประหารอะไรดีให้มันเข้าตาสื่อมวลชน...
...แต่อีกด้านภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาคประชาชน นักวิชาการฝ่ายการเมือง หรือแม้แต่คู่ขัดแย้งกำลังสุมหัวจัดทำพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศเพื่อเสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)...
...หรือในขณะที่กลุ่มย่ำเท้าเรียกร้องเลือกตั้งโดยเร็วยังคงท่องคัมภีร์เดิมๆ รักนายใหญ่จุงเบย แต่ในฟาก คสช.ตบเท้าก้าวไปข้างหน้าตามเส้นทางโรดแมปสามระยะคืนความสุขให้คนในชาติ...
...ประกาศชัดภายในเวลา 3 เดือนจากนี้จะได้เห็นกระบวนการร่างธรรมนูญปกครองชั่วคราวมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติควบคู่สภาปฏิรูป...
...เริ่มแจกแจงเส้นทางที่มา สนช. จำนวน 200 คน สภาปฏิรูป 150 คนมาจากตัวแทนสาขาวิชาชีพต่างๆ เลือกกันเอง ซึ่งนอกจากมีหน้าที่ศึกษาการปฏิรูปด้านต่างๆ ยังมีหน้าที่ตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ...
...ตามด้วยปลาย ก.ย.ตั้งนายกฯ ฟอร์มคณะรัฐมนตรีบริหารประเทศ ถัดจากนั้น ต.ค.เริ่มขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ...
...บอกกล่าวความ เคลื่อนไหวเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าถ้าขืนย่ำเท้าต่อต้านรัฐประหารโดยที่อีกด้านของสังคมกำลังช่วยกันขับเคลื่อนออกแบบประเทศในที่สุดแล้วขบวนการเชิดชูนักการเมืองอำนาจเก่าจะตกขบวนประชาธิปไตยโฉมหน้าใหม่โดยไม่รู้ตัว...
...ระบอบประชาธิปไตยออกแบบให้มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดความเห็นจึงเป็นธรรมดาต้องมีความเห็นแตกต่างและควรดำรงความเห็น แตกต่างนั้นต่อไปโดยไม่ปรารถนาให้เกิดความแตกแยก...
...หากการเคลื่อนไหวเพื่อต้องการประชาธิปไตยโดยไม่ได้ช่วยคิดต่อจะสร้างประชาธิปไตยเข้มแข็งอย่างไรบ้าง จะหามาตรการป้องกันเผด็จการรัฐสภาในอนาคตอย่างไรดี ได้แต่โชว์สัญลักษณ์พิราบเหี่ยว ละเลงข้อความไม่เหมาะสมลงบนธนบัตร เขาจูงจมูกให้ทำอะไรก็ทำอยู่ร่ำไปเท่ากับเป็นตัวแสดงบนเวทีประชาธิปไตยที่สูญเปล่าเท่านั้นเอง...
...การสร้างความสะใจเอามันส์ทางอารมณ์ ไม่ได้ก่อให้เกิดประชาธิปไตยอย่างมีคุณภาพตามที่ต้องการแต่อย่างใด...
...เช่นเดียวกับร้องแรกแหกกระเชอโดนจำกัดสิทธิ เสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร พยายามวาดภาพอำนาจพิเศษครอบงำประเทศนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกินจนต่างชาติรับลูกโหมประโคมทันควัน...
...แต่ข้อเท็จจริง ณ ปัจจุบัน เป็นไปตามนั้นหรือไม่ เพราะโทรทัศน์วิทยุยังคงนำเสนอข้อมูลข่าวสารตามปกติ เว้นเสียแต่ทีวีปลุกระดมสร้างความเกลียดชังแบ่งแยกผู้คนเป็นฝักฝ่ายต่างหาก ที่ไม่ต้องอ้างอำนาจทหารระงับเผยแพร่แม้แต่ในวิถีประชาธิปไตย ผู้คนที่มีสติปัญญาก็ยังงุนงงเผยแพร่ออกมาได้อย่างไร เหตุใดรัฐบาลพลเรือนถึงไม่ใช้อำนาจจัดการให้อยู่ในร่องในรอย...
...เหตุการณ์เปลี่ยนไปหมดแล้วเปลี่ยนไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะการเมืองไทยเป็นเรื่องที่นานาชาติยากเข้าใจ...
...การยึดทฤษฎีประชาธิปไตยต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่อาจมาใช้ได้ในทางปฏิบัติบนแผ่นดินไทย ใครจะคิดว่าการเข้ามาควบคุมอำนาจต้องล้างบางนักการเมืองชั่วให้เบ็ดเสร็จ ชนิดที่ว่าใช้ความรุนแรงเด็ดหัวนักเคลื่อนไหว ตั้งคณะกรรมการพิเศษมีอำนาจเต็มไม้เต็มมือจัดการเหมือนอดีต...
...แต่สำหรับยุค คสช.ควบคุมบ้านเมืองกลับเรียกคู่กรณีมาพูดคุย ประหนึ่งมิตรชิดใกล้ พยายามใช้กลไกของหน่วยงานราชการ องค์กรอิสระ รวมถึงกฎหมายที่มีอยู่นำมาบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนั่นคือวิธีจัดการเบ็ดเสร็จเหมือนกัน แต่เป็นเบ็ดเสร็จรูปแบบใหม่...
...การควบคุมอำนาจ พ.ศ.นี้ จึงเปลี่ยนไปในแง่ผู้คนต่างเข้าใจดีว่านี่ไม่ใช่ประชาธิปไตยแต่ต้องใช้จังหวะนี้ในการเข้ามามีส่วนร่วมสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็งนั่นเอง







