
ปปช. จ่อเอาผิดบริษัทฮั้วทุจริต
ปปช.เตรียมขยายขอบเขตอำนาจการไต่สวน จ่อเอาผิดบริษัทฮั้วรัฐ ทุจริต
ปปช.เตรียมขยายขอบเขตอำนาจการไต่สวน จ่อเอาผิดบริษัทฮั้วรัฐ ทุจริต
เวลา 11.30 น. วันที่ 14 มิ.ย. นายวิชา มหาคุณ โฆษกและคณะกรรมการ ปปช. กล่าวว่า ความคืบหน้าในการกำหนดขอบเขตอำนาจการไต่สวนของ ปปช. อยู่ระหว่างหารือถึงความเหมาะสม เพราะการตรวจสอบไม่ควรจำกัดอยู่กับเฉพาะผู้ตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริต เนื่องบริษัทที่เข้าดำเนินการร่วมกับรัฐ อาจเป็นผู้ร่วมทำการทุจริต จึงควรมีการตรวจสอบอย่างชัดเจน โดยอาจยื่นตรวจสอบ ว่า บริษัทมีการป้องกัน ตรวจสอบอย่างรอบคอบ หรือระมัดระวังการร่วมทุจริตกับภาครัฐหรือไม่ ภาคเอกชนควรมีส่วนในการรับผิดชอบมากขึ้น นอกจากนั้นต้องหารือถึงขอบเขตอำนาจในด้านอื่น เช่น การจับกุม เพื่อป้องกันไม่ให้ทับซ้อนหรือก้าวก่ายหน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งหากมีความชัดเจน เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สภาวะปกติ ก็จะมีการยื่นสภานิติบัญญัติ ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
สำหรับแนวโน้มปรับวิธีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะเรียกให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินไม่เกิน 3 ครั้ง ระยะเวลาครั้งละ 1 เดือน หากยังไม่มารายงานจะต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ทั้งนี้มีกฎหมายและวิธีการปฏิบัติอยู่แล้ว แต่ต้องเพิ่มประสิทธิในการปฏิบัติงาน เพราะที่ผ่านมามีกรณีที่ผู้ตำแหน่งทางการเมืองเลี่ยงการยื่นบัญชีทรัพย์สิน
ต่อกรณีโครงการรับจำนำข้าว นายวิชา กล่าวว่า ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพราะกระบวนการทางกฎหมายสิ้นสุดเมื่อมีการชี้มูลความผิดหรือให้ตกไป ส่วนความเห็นที่มีต่อโครงการจำนำข้าว ปปช.ยืนยันมาโดยตลอด ว่า ไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ซึ่งจะต้องผลักดันให้มีการยับยั้งต่อไป
"การทำงานของ ปปช. ไม่ได้เลือกปฏิบัติเฉพาะใคร หากมีการร้องเรียน จึงทำการไต่สวน ไม่มีการตั้งประเด็นขึ้นมาลอยๆ เรายึดหลักว่าต้องมีคนร้อง และมีหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอ ซึ่งยึดเป็นแนวปฏิบัติมาโดยตลอด" นายวิชากล่าว







