
ความต่างทางวัฒนธรรม ที่สื่อฝรั่งมองต่างมุม
8...ทีมข่าวต่างประเทศ
ภายใต้ความต่างทางการเมืองไทยที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 10 ปีครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนให้เห็นเพียงความต่างระหว่างคนไทยด้วยกันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความต่างทางมุมมองของสื่อมวลชนต่างชาติ ที่ถูกตั้งข้อสงสัยอย่างหนาหูว่าไม่เป็นกลาง (Bias)
ไม่เป็นกลางอย่างไร? บ้างก็ว่าไม่เป็นกลางเพราะรายงานผ่านปากคำของกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงเป็นหลัก โดยที่ไม่ให้น้ำหนักการชี้แจงจากฝั่งรัฐบาลเท่าใดนัก อาทิ กรณีผู้สื่อข่าวของซีเอ็นเอ็น อินเตอร์เนชันแนล ที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักผ่านกลุ่มในเว็บโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะสังคมเฟซบุ๊ก อาทิ กลุ่มที่ใช้ชื่อว่า We want more informed reporting from Dan Rivers and CNN
ขณะเดียวกันสื่อต่างชาติบางสำนักต่างก็พาดหัวข่าวสถานการณ์ในไทยที่เต็มไปด้วยอารมณ์เน้นความหวือหวา (Sensational) อาทิ เดลี มิร์เรอร์ ในอังกฤษ ที่รายงานถึงการใช้กระสุนจริงของทหารในการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ด้วยพาดหัวว่า
“Thai’s Kill Zone” ซึ่งให้ภาพการจินตนาการที่สุดหวือหวาถึงสถานการณ์การเมืองในไทยในความเป็นจริงนั้น อคติหรือความไม่เป็นกลางอาจไม่ใช่สิ่งที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับการรายงานของสื่อต่างชาติในวันนี้ได้ เพราะคำที่น่าจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุดคือ
“ความต่างทางวัฒนธรรมและความคิด”แม้จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศประชาธิปไตยเหมือนๆ กัน ทว่าก็เป็นความเหมือนที่แตกต่างกันในรายละเอียดอย่างมาก โดยเฉพาะรายละเอียดที่ว่าการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 นั้นแตกต่างจากการได้มาซึ่งประชาธิปไตยในหลายๆ ประเทศ อีกทั้งสภาพสังคมไทยทั้งวิถีการดำรงชีวิต ความคิด และขนบธรรมเนียมก็ล้วนต่างออกไป
และวิกฤตการณ์ความรุนแรงทางการเมืองครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของไทยในปี 2553 นี้ ก็อยู่บนพื้นฐานความต่างข้างต้นนี้ด้วย โดยที่ไม่สามารถอธิบายให้คนทั่วโลกเข้าใจได้ผ่านการรายงานข่าวทางโทรทัศน์ 3 นาที หรือหน้าหนังสือพิมพ์ 1 คอลัมน์ข่าว หากผู้สื่อข่าวต่างชาติไม่พยายามทำความเข้าใจสังคมไทยหรือการเมืองแบบไทยๆ ให้มากขึ้น
วัฒนธรรมทางความคิดหนึ่งที่ต่างกันอย่างแทบจะสิ้นเชิงคือ
“วัฒนธรรมทหารในการเมือง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจรับได้ในรูปแบบของการเมืองตะวันตกที่เป็นประชาธิปไตย ระบอบการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนนั้น ต้องไม่ถูกครอบงำด้วยทหาร หรือกลุ่มคนที่ปกครองด้วยอาวุธปืนและรถถังเพราะต้องไม่ลืมว่าการได้มาซึ่งประชาธิปไตยในหลายประเทศนั้น ล้วนผ่านสงครามและความสูญเสียอย่างสาหัส อาทิ สงครามกลางเมืองในสหรัฐระหว่างฝ่ายเหนือใต้ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตไปหลายแสนคนเฉพาะทหาร
เมื่อทหารเป็นผู้ที่ไม่ควรอยู่ในบริบทการเมืองในแง่ของการบริหารประเทศ รัฐบาลทหาร (Military Junta) หรือรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการหนุนหลังจากทหาร จึงเป็นผู้ที่ไม่พึงชื่นชอบของบรรดาโลกประชาธิปไตยตะวันตก
ในปัจจุบันมีหลายประเทศที่ยังคงการปกครองในระบอบรัฐบาลทหาร โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา อาทิ กินี (2008ปัจจุบัน) ลิเบีย (ตั้งแต่ 1969) ไนเจอร์ (2010ปัจจุบัน) ขณะที่รัฐบาลทหารซึ่งอาจเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกมากที่สุดก็อยู่ใกล้ตัวของไทย อย่างรัฐบาลทหารพม่า (1962ปัจจุบัน)
ตัวอย่างหลังได้ให้ภาพที่ชัดเจนว่าเหตุใดตะวันตกจึงไม่สามารถมีแนวคิดเชิงบวกกับทหารได้ เมื่อคณะนายทหารที่นำโดย พล.อ.อาวุโส ตานฉ่วย คว่ำผลการเลือกตั้งเมื่อปี 1990 ซึ่งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของ อองซานซูจี ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ซึ่งนอกจากถูกปล้นชัยชนะ ซูจีและแกนนำหลายคนยังถูกกักขังหรือกักบริเวณในบ้านพักเพื่อไม่ให้เคลื่อนไหวทางการเมืองได้
จึงไม่น่าแปลกใจที่สำนักข่าวหลายแห่งจะยังคงกังขาต่อความชอบธรรมของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่แม้จะเข้ามาบริหารได้อย่างถูกต้องชอบธรรมทุกประการ ทว่าความเคลือบแคลงที่มีนับตั้งแต่เหตุรัฐประหารโดยคณะนายทหารเมื่อปี 2549 ก็เป็นปัจจัยสำคัญว่าเหตุใดคนไทยจึงยังคงเห็นสื่อต่างชาติตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมมาจนถึงวันนี้
แอนดรูว์ บิ๊กส์ คอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ อดีตนักข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในออสเตรเลีย มองถึงกรณีที่เกิดขึ้นกับการรายงานข่าวของซีเอ็นเอ็นว่าซีเอ็นเอ็นอาจไม่ได้ทำผิดจรรยาบรรณข่าวด้วยการบิดเบือนหรือเขียนความเป็นเท็จ
ทว่า สิ่งที่ไม่น่าชื่นชมนักคือความไร้สมดุลของการรายงานข่าว เมื่อนักข่าว
“เล่นง่ายๆ” กับการหาข้อมูลด้วยการเข้าไปจ่อไมค์สัมภาษณ์กลุ่มผู้ชุมนุม โดยที่ไม่มีความพยายามไปหาข้อมูลรายงานสิ่งที่มาบาลานซ์ หรือสร้างสมดุลเพื่อไม่ให้เกิดการเอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ซึ่งการรายงานข่าวที่เป็นกลางโดยต้องเปิดโอกาสให้มีเสียงของอีกฝ่ายด้วยนั้นนับเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งกรณีการสัมภาษณ์บุคคลก็เช่นกัน การเลือกสัมภาษณ์บุคคลที่รู้ดีว่าอยู่ฝ่ายใดนั้น ย่อมต้องมีการสัมภาษณ์อีกบุคคลหนึ่ง หรือมีการตั้งคำถามที่คานสมดุลกัน อาทิ การสัมภาษณ์ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทางสถานีโทรทัศน์อัลจาซีรา ซึ่งพิธีกรได้ถามคำถามหลายข้อที่เป็นการคานสมดุลไปในตัว เพื่อไม่ให้การสัมภาษณ์สดทางโทรทัศน์กลายเป็นกระบอกเสียงช่องทางหนึ่งของผู้ที่หวังผลทางการเมือง ไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ตาม
การเช็กข่าวสารอย่างรอบด้านจากสื่อทั่วโลกนั้น นับเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมอย่างยิ่ง ตราบใดที่ไม่มีการนำสื่อต่างชาตินั้นเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ใส่ตัว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม







