
ย้อนรอยโครงาการน้ำ3แสนล้าน
พลิกปูมโครงการบริหารจัดการน้ำ มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท เมกะโปรเจ็กต์เงินกู้ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีความคาดหวังอย่างสูงที่จะบูมการลงทุน
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โครงการบริหารจัดการน้ำ มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท เป็นเมกะโปรเจ็กต์เงินกู้ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีความคาดหวังอย่างสูงที่จะบูมการลงทุนให้อู้ฟู่ จึงได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) และตั้งสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สอบช.) มาทำหน้าที่ขับเคลื่อน โดยทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การสั่งการของ ปลอดประสพ สุรัสวดี ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี
คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ที่ปลอดประสพนั่งเป็นประธาน จัดตั้งขึ้นโดยออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2555 ประกาศใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. 2555 โดยข้อ 5 และ ข้อ 10 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำ การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย การกำหนดแนวทางการทำงาน การสั่งการ และการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วมีความสอดคล้องเป็นเอกภาพ ในการอำนวยการและบริหารจัดการทุกพื้นที่ให้เป็นแนวทางเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อ คสช. มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำขึ้นใหม่ และมอบหมายให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. เป็นประธาน ซึ่งคงจะอาศัยระเบียบสำนักนายกฯ ออกประกาศต่อไป ทั้งนี้ ตัวละครที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันโครงการน้ำของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ นอกจาก "ปลอดประสพ" ยังมี นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯ ธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกฯ ในขณะนั้น และ สุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เลขาธิการ สบอช.
สำหรับเอกชนที่ชนะการประมูลโครงการน้ำ 3 แสนกว่าล้านบาท ทั้ง 9 แผนงาน (โมดูล) ประกอบด้วย
1.บริษัท โคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (เค-วอเตอร์) จากเกาหลีใต้ ชนะโมดูล A3 การปรับปรุงพื้นที่เก็บกักน้ำหลากชั่วคราวเหนือ จ.นครสวรรค์ มูลค่า 9,799.99 ล้านบาท โมดูล A5 การจัดทำทางผันน้ำ (Flood diversion channel) ขนาดประมาณ 1,500 ลบ.ม./วินาที รวมทั้งก่อสร้างถนนรองรับการคมนาคม วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี ยื่นเสนอราคา 1.53 แสนล้านบาทเท่าราคากลาง ต่อรองราคาเหลือ 1.5 แสนล้านบาท
2.บริษัท ITD POWER CHINA JV ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ หรือ ไอทีดี กับบริษัท พาวเวอร์ ไชน่า ประเทศจีน ได้โครงการไป 5 โมดูล รวมเงิน 106,800 ล้านบาท ประกอบด้วย โมดูล A1 การสร้างอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง, ยม, น่าน, สะแกกรัง และป่าสัก ให้ได้ความจุเก็บกัก 1.3 ล้าน ลบ.ม. โดยใช้งบประมาณไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี โดยเสนอราคาที่ 49,999,894 บาท ต่อรองราคาเหลือ 48,500 ล้านบาท
โมดูล A2 การจัดทำผังการใช้ที่ดิน / การใช้ประโยชน์ที่ดิน ในพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมทั้งการจัดทำพื้นที่ปิดล้อมพื้นที่ชุมชนและเศรษฐกิจหลัก สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา งบประมาณไม่เกิน 2.6 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี ยื่นประมูลที่ราคา 2.6 หมื่นล้านบาท เท่ากับราคากลาง ต่อรองราคาเหลือ 25,000 ล้านบาท
โมดูล A4 การปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลักและการป้องกันการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำ ในพื้นที่แม่น้ำยม, น่าน และเจ้าพระยา โดยใช้ งบประมาณไม่เกิน 1.7 หมื่นล้านบาท ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี ยื่นเสนอราคาประมูล 1.7 หมื่นล้านบาท โมดูล B1 การสร้างอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืน ในพื้นที่ลุ่มน้ำ 17 ลุ่มน้ำ โดยใช้งบประมาณไม่เกิน 1.2 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี ยื่นเสนอราคา 11,999.733 ล้านบาท โมดูล B3 การปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลักและการป้องกันการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำ ในพื้นที่ลุ่มน้ำ 17 ลุ่มน้ำ งบประมาณไม่เกิน 5,000ล้านบาท ดำเนินการแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี เสนอราคาที่ 5,000 ล้านบาทเท่ากับราคากลาง
3.กิจการร่วมค้า ซัมมิท เอสยูที ได้โครงการไป 1 โมดูล คือ โมดูล B2 การจัดทำผังการใช้ที่ดิน/การใช้ประโยชน์ที่ดิน ในพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมทั้งการจัดทำพื้นที่ปิดล้อมพื้นที่ชุมชนและเศรษฐกิจหลักในพื้นที่ลุ่มน้ำ 17 ลุ่มน้ำ งบประมาณไม่เกิน 1.4 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี ยื่นเสนอราคา 13,933.74 ล้านบาท ต่อรองราคาเหลือ 13,633.74 ล้านบาท
4.กลุ่มบริษัทค้าร่วม ล็อกซเล่ย์ ได้โมดูล A6 และ B4 จัดทำระบบคลังข้อมูลเพื่อการพยากรณ์และเตือนภัย รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำ โดยใช้ งบประมาณไม่เกิน 4,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น 5 ปี ยื่นเสนอราคาประมูลเป็นเงิน 3,997.520 ล้านบาท ต่อรองราคาเหลือ 3,797.520 ล้านบาท
ปลอดประสพ ให้เหตุผลในการดำเนินโครงการนี้ว่า จากมหาอุทกภัยของไทยเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา ธนาคารโลกได้ประมาณความเสียหาย 1.44 ล้านล้านบาท ปัญหาดังกล่าวนั้นถือว่ากระทบกับความมั่นคง รัฐบาลจึงของบประมาณในจำนวนดังกล่าวเพื่อแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ โดยให้ ธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ขณะนั้นเป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกโครงการและบริษัท โดยได้มีการเปิดซองด้านเทคนิคไปเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2556 และเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2556
อย่างไรก็ดี ต่อมาสมาคมต่อต้านภาวะโลกร้อนได้ยื่นให้ศาลปกครองไต่สวน ปรากฎว่าศาลให้มีคำสั่งให้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 ให้ครบทุกโครงการ เพื่อไม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อมและประชาชน ขณะเดียวกันทางรัฐบาลได้กำหนดเงื่อนไขไว้ว่าห้ามเอกชนยื่นฟ้งอต่อรัฐหากโครงการถูกยกเลิก ซึ่งช่วงที่ผ่านมาได้จัดรับฟังความเห็นไปหลายพื้นที่แล้ว แต่ยังไม่แล้วเสร็จ จึงยังไม่มีการลงนามในสัญญาใดๆ
ทั้งนี้ โครงการนี้ถูกประชาชนในพื้นที่คัดค้านอย่างหนัก เพราะกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ เช่น การสร้างเขื่อนในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกันถูกกลุ่มนักวิชาการ และเอ็นจีโอตั้งข้อสังเกตว่า บางโครงการไม่คุ้มค่าการลงทุน และไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำได้อย่างยั่งยืน







