
เตือน คสช. สะดุดตอคอร์รัปชั่น
แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเข้ายึดอำนาจไม่ถึง 1 เดือน แต่ดูเหมือน คสช.ต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักหน่วงเกี่ยวกับการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเข้ายึดอำนาจไม่ถึง 1 เดือน แต่ดูเหมือน คสช.ต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักหน่วงเกี่ยวกับการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น
เห็นได้จากคำแถลงของ พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ในฐานะทีมโฆษก คสช. ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ระบุว่า
“ขอให้มั่นใจ คสช.ว่าจะบริหารแผนโครงการและงบประมาณภายใต้ความถูกต้อง โปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งจะไม่มีเรื่องทุจริตหรือผลประโยชน์ทับซ้อน ระบบการ จัดซื้อจัดจ้างในทุกโครงการ สามารถแข่งขันกันได้อย่างเป็นธรรม ไม่มีระบบผูกขาดใดๆ”
อย่างไรก็ตาม เพียงแค่คำพูดคงไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้ว่า นับจากนี้จะไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น ความมั่นใจต้องมาจากการสร้างกระบวนการ สร้างเงื่อนไขกฎเกณฑ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ประชาชนจึงจะวางใจได้ว่าได้มีการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง
และกฎเกณฑ์นี้ไม่ได้ใช้เฉพาะกับ นักการเมือง หรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ต้องเริ่มต้นใช้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ต้องไม่ลืมว่า ก่อนการยึดอำนาจครั้งนี้ มีกระแสความไม่พอใจอย่างกว้างขวางต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา โดยมีข้อมูลขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น ระบุว่า มีการจ่ายใต้โต๊ะ หรือให้สินบนเพื่อให้ได้รับโครงการสูงถึง 30% ของมูลค่าโครงการ
แต่ผ่านมาเกือบ 3 สัปดาห์แล้ว ยังไม่เห็นกระบวนการที่เป็นรูปธรรมชัดเจนในการป้องปรามและปราบปรามการทุจริต ขณะที่การดำเนินโครงการลงทุนที่มีงบค้างท่ออยู่ 2.33 แสนล้านบาท ยังใช้กระบวนการเดิมๆ คือ คัดว่าโครงการใดควรลงทุนหรือไม่ลงทุน
ซึ่งหากใช้กระบวนการเดิม เชื่อได้ว่าหลังจากนี้จะมีข้าราชการถือโอกาสหรือช่องทางนี้ ขอจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ เพราะ คสช.มีนโยบายต้องเร่งล้างท่องบลงทุนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขณะที่เงินใต้โต๊ะ 30% ก็ไม่ได้รับการแก้ไข
ทั้งที่ คสช.มีอำนาจเต็มที่ในการออกประกาศ หรือคำสั่ง ออกมา เพื่อปรับปรุงกฎหมายที่มีช่องโหว่ หรือมาตรการป้องกันการทุจริตตั้งแต่ต้นมือ โดยใช้มือกฎหมายอย่าง วิษณุ เครืองาม ที่เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์ โดยไม่ต้องรอสภาปฏิรูปมาศึกษาหรือจัดทำข้อเสนอ
เพราะกว่าจะออกมาเป็นร่างกฎหมาย หรือระเบียบต่างๆ ได้ ก็จะเข้าตำรา “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้” ไปก่อนก็ได้
ผู้คร่ำหวอดในวงการต่อต้านคอร์รัปชั่นรายหนึ่ง ระบุว่า ประกาศที่ออกมาต้องกำหนดวิธีการป้องกันคอร์รัปชั่นให้รัดกุม ประกอบด้วย 1.ทบทวนราคากลางให้ถูกต้องสอดคล้องกับตลาดและเป็นธรรม เพราะที่ผ่านมามีกระแสข่าวมากกว่าแต่ละโครงการที่ประมูลมีค่าใต้โต๊ะถึง 30% แสดงว่าราคาที่ประมูลได้ไม่ถูกต้อง 2.ต้องมีกระบวนการตรวจสอบที่เป็นธรรม และ 3.ต้องมีบทลงโทษที่รุนแรง ประเภทเชือดไก่ให้ลิงดูได้ ก็ยิ่งต้องทำ
ด้าน สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งที่โครงการลงทุนภาครัฐต้องมีกระบวนการตรวจสอบ หรือกระบวนการที่เปิด “ให้ตรวจสอบ” โดย คสช.เอง เพราะความเสี่ยงของความไม่โปร่งใสของ คสช.จะสูงกว่ารัฐบาลประชาธิปไตยแน่นอน
อย่างไรก็ตาม สมชัย ระบุว่า ปัญหาคือจะมีการใช้กลไกอะไร ใครเป็นคนตรวจสอบ เพราะขณะนี้ไม่มีผู้แทนประชาชนในสภา เหลือทางเดียวคือ ตรวจสอบโดยประชาชนเอง โดยเฉพาะประชาชนที่ให้การสนับสนุนรัฐประหารที่ต้องเข้าร่วมในการตรวจสอบ และยิ่งมีพลัง เพราะ “ฐานมวลชน” ของ คสช.คือกลุ่มนี้ ถ้ากลุ่มนี้ไม่เอาด้วย การเดินขบวนต้านรัฐประหารจะลุกลามทั่วประเทศแน่ ถ้าเป็นเช่นนั้น ปืน หรือ รถถัง แค่ไหน ก็เอาไม่อยู่
สำหรับ คสช.เองคงขึ้นกับผู้นำด้วยว่าจะทำตัวเป็น Benevolent Dictator (เผด็จการผู้ทรงคุณ) อย่างที่ คุณบรรยง พงษ์พานิช เขียนในเฟซบุ๊กได้หรือไม่ แม้ว่าโอกาสไม่สูง แต่ก็ไม่ใช่ 0% เช่น การสร้างระบบตรวจสอบตัวเองขึ้นมา แต่ที่เห็นตอนนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น มีแต่การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณ และให้ทหารเป็นประธาน โครงสร้างอย่างนี้ยัง ไม่แสดงถึงความจริงใจในการที่จะรับการตรวจสอบ
มานะ นิมิตรมงคล ผู้อำนวยการองค์กร ต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวว่า ทุกคนเชื่อว่าผู้นำ คสช.มีความบริสุทธิ์ใจในการปกครองประเทศ แต่ปัญหาคือ หลังจากยุค คสช.แล้ว ทุกอย่างจะเข้าวงจรเดิมหรือไม่ จึงต้องมีการออกนโยบายหรือประกาศที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งภาคเอกชนและนักวิชาการได้ศึกษาข้อมูลไว้หมดแล้วว่าควรจะต้องทำอะไรบ้าง เช่น การจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี ที่องค์กรยืนยันมาตลอดว่า ขสมก.ต้องแสดงรายละเอียดราคากลาง ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 103/7-8 หรือการอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร เพื่อเป็นเครื่องมือให้สาธารณชนตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นได้
นอกจากนี้ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นก็ได้เสนอมาตรการเร่งด่วนไว้แล้ว 8 ข้อ โดยมี 50% ที่ คสช.ออกเป็นนโยบาย หรือประกาศ คำสั่ง ออกมาได้ทันที อีก 50% ต้องรอ กระบวนการแก้ไขกฎหมาย
กิตติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธาน คณะกรรมการภาษี สภาหอการค้าไทย แนะนำว่า วิธีหนึ่งในการป้องกันคอร์รัปชั่น คือ ให้บริษัทที่จะเข้าร่วมประมูลงานจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานราชการ ต้องมีหลักฐานการเสียภาษีมาแสดง เพราะแสดงให้เห็นว่ามีการจัดตั้งบริษัทเพื่อประกอบการจริง และมีผลประกอบการที่ดีพอสมควร เป็นการตรวจสอบว่า ไม่ใช่บริษัทห้องแถวที่ตั้งขึ้นมาประมูลงานหรือมีส่วนรู้เห็นกับนักการเมือง ฮั้วการประมูล และป้องกันการหนีงานอีกด้วย
ทั้งนี้ การวางระบบป้องปรามและ ปราบปรามการคอร์รัปชั่นครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการลงทุนแล้ว ยังเป็นการตัดเงื่อนไขวงจรอุบาทว์ที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติเฉลี่ยทุก 10 ปีในประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย







