
ผวาพิษดอกเบี้ยต่ำปลุกวิกฤตฟองสบู่วอลสตรีท
เพิ่งจะเห็นสัญญาณบวกทางเศรษฐกิจและทิศทางแนวโน้มที่สดใสในตลาดการเงินไปได้เพียงไม่นานเท่านั้น
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เพิ่งจะเห็นสัญญาณบวกทางเศรษฐกิจและทิศทางแนวโน้มที่สดใสในตลาดการเงินไปได้เพียงไม่นานเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าบรรดาผู้เชี่ยวชาญทางการเงินในสหรัฐ โดยเฉพาะสมาชิกหรือคณะกรรมการของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีประเด็นให้ต้องหวาดวิตกกันอีกระลอกเสียแล้ว
โดยประเด็นที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญของเฟดต้องเฝ้าระวังจับตามองครั้งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด นั่นคือ ความกลัวเรื่องปัญหาฟองสบู่ในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ อันเป็นผลพวงสืบเนื่องมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำติดศูนย์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดวิกฤตทางการเงินเมื่อปี 2008 นั่นเอง
ทั้งนี้ หากลองทบทวนนโยบายของเฟดช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเฟดในขณะนี้เริ่มดำเนินการลดการพึ่งพานโยบายกระตุ้นอย่างมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน หรือที่รู้จักกันทั่วโลกในนาม มาตรการคิวอี แล้ว ยืนยันได้จากการทยอยลดปริมาณการซื้อคืนพันธบัตรรายเดือนลงจาก 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเมื่อตอนพึ่งนโยบายคิวอี เหลือเดือนละ 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน
กระนั้น เพื่อป้องกันความผันผวนหรือความช็อกของนักลงทุนในตลาดจนอาจกระเทือนต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด จึงตัดสินใจที่จะคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำไว้ แถมยืนยันกับตลาดอย่างหนักแน่นอีกว่าเฟดจะรักษาอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำต่อไปภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ก่อนจะตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้กลับสู่ภาวะปกติ โดยที่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งได้ออกมาคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐน่าจะปรับเพิ่มขึ้นได้หลังจากที่เฟดยุติคิวอีได้แล้วราว 6 เดือน
อย่างไรก็ตาม แม้จะช่วยป้องกันความปั่นป่วนภายในตลาดการเงินของสหรัฐ ซึ่งถือเป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดและทรงอิทธิพลของโลกเอาไว้ได้ แต่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญของเฟดเริ่มตระหนักตรงกันแล้วว่าความเคลื่อนไหวของตนเองข้างต้นเปรียบเสมือนดาบสองคมที่มีผลลบต่อตลาดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ต่อให้การรักษาอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำจะให้ประโยชน์ในแง่ที่จะช่วยกระตุ้นให้ภาคธุรกิจมีการลงทุนขยายตัวจนส่งผลต่อการจ้างงานที่จะเพิ่มมากขึ้น และช่วยดึงอัตราเงินเฟ้อให้ได้ตามเป้าที่เฟดตั้งไว้ที่ 2% ได้จริง ทว่าในขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยต่ำก็กลายเป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้นักลงทุนโดยเฉพาะนักเก็งกำไรไม่กลัวที่จะเสี่ยง แถมยังยินดีกระโดดเข้าหาความเสี่ยงมากขึ้น หรือมากเกินปกติจนเสี่ยงเกิดปัญหาฟองสบู่ในตลาดการเงินซ้ำรอยวิกฤตเมื่อปี 2008
ทั้งนี้ หลักฐานยืนยันสำคัญที่ทำให้เหล่าผู้เชี่ยวชาญของเฟดออกอาการปริวิตกก็คือ 1) ระดับความผันผวนในตลาดต่ำ จนนักลงทุนหันหน้าหาความเสี่ยงมากขึ้น และ 2) ดัชนีความกลัว หรือดัชนีวิกซ์ อยู่ต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยติดต่อกันเป็นเวลานาน
วิลเลียม ดัดลีย์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก แสดงความเห็นชัดเจนว่า อัตราความผันผวนในตลาดนับว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ กระทั่งทำให้อดรู้สึกกังวลไม่ได้ว่านักลงทุนทั่วไปจะชะล่าใจกับอัตราผันผวนต่ำ จนอาจวิ่งเข้าหาความเสี่ยงมากเกินความเหมาะสม
ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับ ริชาร์ด ฟิชเชอร์ ประธานเฟดสาขาดัลลัส ที่ระบุว่า ความผันผวนที่อยู่ในระดับต่ำไม่อาจเป็นตัวสะท้อนยืนยันได้ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐมีความแข็งแกร่งแข็งแรงแท้จริง ขณะเดียวกันสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นยังทำให้เห็นอีกว่า นักลงทุนและนักเก็งกำไรดูจะมีความเชื่อว่านโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำผิดปกติของธนาคารกลางสหรัฐนี้จะคงอยู่ตลอดกาลไม่เปลี่ยนแปลง
ความวิตกกังวลของผู้เชี่ยวชาญเฟดสองรายนี้ยืนยันได้จากความเคลื่อนไหวในตลาดการเงินของสหรัฐในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งจากข้อมูลที่รวบรวมโดยดีลโลจิก พบว่า การออกบอนด์ขยะ หรือจังก์บอนด์ ซึ่งจัดเป็นบอนด์ที่มีความเสี่ยงสูงและผลตอบแทนสูง ในอัตราดอกเบี้ยต่ำตลอดปี 2013 ทุบสถิติสูงสุดที่ 3.66 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และมากกว่าระดับที่เคยทำได้ในช่วงหลายปีก่อนเกิดวิกฤตการเงินปี 2008 กว่าสองเท่า
ขณะที่อีกหนึ่งหลักฐานยืนยันพฤติกรรมของนักลงทุนที่นอนใจกับอัตราดอกเบี้ยต่ำ จนหันหน้าเข้าหาความเสี่ยงเกินความจำเป็นก็คือดัชนีวิกซ์ (VIX Index)
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ดัชนีวิกซ์ หรือดัชนีความผันผวนในตลาดหลักทรัพย์นี้ คือดัชนีที่จะสะท้อนให้เห็นความกลัวและความไม่มั่นใจของนักลงทุนในตลาดหุ้นเป็นสำคัญ โดยยิ่งดัชนีวิกซ์อยู่ในระดับสูง ก็จะยิ่งแสดงให้เห็นว่านักลงทุนกลัวและไม่มั่นใจมากเช่นกัน
ทั้งนี้ ดัชนีวิกซ์ของสหรัฐปรับตัวลดลงต่อเนื่องกันเป็นสัปดาห์ที่ 74 และอยู่ต่ำกว่าระดับเฉลี่ยปกติเป็นระยะเวลายาวนาน โดยสหรัฐไม่เคยได้เห็นดัชนีวิกซ์ในลักษณะข้างต้นดังกล่าวนับตั้งแต่ช่วงปี 2006-2007 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะเกิดวิกฤตการเงินและภาวะเศรษฐกิจถดถอย
ยิ่งไปกว่านั้น ผลตอบแทนพิเศษที่นักลงทุนในตลาดบอนด์เรียกร้องจากหุ้นกู้ต่างจากระดับที่ต้องการจากพันธบัตรรัฐบาลที่มีความเสี่ยงต่ำเพียงแค่ 1% เท่านั้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเฟดระบุชัดไม่เคยเห็นอัตราความแตกต่างในผลตอบแทนที่อยู่ในระดับต่ำเช่นนี้ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2007 โดยยิ่งตัวเลขข้างต้นนี้ต่ำมากเท่าใด ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่านักลงทุนทนทานในความเสี่ยง หรือสามารถแบกรับความเสี่ยงจากสินทรัพย์เสี่ยงสูงได้มากขึ้นนั่นเอง
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจที่เฟดจะออกอาการวิตกล่วงหน้าเมื่อมีสัญญาณบ่งชี้ตรงกันว่าบรรดานักลงทุนมีแนวโน้มกล้าวิ่งเข้าหาความเสี่ยงมากขึ้น โดย เอสเธอร์ จอร์จ ประธานเฟดสาขาแคนซัส ยอมรับว่า การรักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำถือเป็นแรงจูงใจสำคัญที่กระตุ้นให้นักลงทุนวิ่งเข้าหาความเสี่ยง จนอาจกระเทือนต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
แต่แม้จะวิตกกังวลมากเพียงใด บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งต่างเห็นตรงกันว่าปัญหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่เฟดน่าจะคาดการณ์ได้อยู่แล้วหลังจากตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำผิดปกติ โดย มาร์ติน บาร์เนส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทวิจัย บีซีเอ ระบุชัดว่า เป็นผลลัพธ์จากการตัดสินใจของเฟดเอง และเป็นไปไม่ได้ที่การคงอัตราดอกเบี้ยต่ำจะให้ผลทางบวกเพียงด้านเดียว เพราะฉะนั้นเป็นเฟดเองที่ต้องรู้จักตระหนักและเตรียมตัวตั้งรับเสียแต่เนิ่นๆ
ทั้งนี้ แน่นอนว่าอาจเป็นเรื่องเร็วเกินไปที่จะด่วนตัดสินว่าสหรัฐกำลังเผชิญความเสี่ยงจากฟองสบู่ในตลาดหุ้น แต่อย่างน้อยที่สุดสัญญาณดังกล่าวก็ช่วยให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่อาจชะล่าใจจนปล่อยให้เกิดวิกฤตทางการเงินเขย่าโลกซ้ำรอยอย่างเจ็บแสบและเจ็บปวดอีกครั้ง







