posttoday
ปฏิรูปเศรษฐกิจภายใต้โลกาภิวัตน์

ปฏิรูปเศรษฐกิจภายใต้โลกาภิวัตน์

06 มิถุนายน 2557

ในวันนี้ คำว่า “ปฏิรูป” ถือเป็นกระแสสังคมของไทยที่ทุกภาคส่วนกำลังให้ความสำคัญก่อนที่จะพูดถึงการปฏิรูประบบเศรษฐกิจไทย ผมอยากจะขอพูดถึงปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ หรือ Globalization ซึ่งเราทุกคนคงทราบดีว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน คือระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมภายใต้ยุคโลกาภิวัตน์ที่ไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่โลกาภิวัตน์ยังจะนำการเปลี่ยนแปลงที่รอบด้าน

ในวันนี้ คำว่า “ปฏิรูป” ถือเป็นกระแสสังคมของไทยที่ทุกภาคส่วนกำลังให้ความสำคัญก่อนที่จะพูดถึงการปฏิรูประบบเศรษฐกิจไทย ผมอยากจะขอพูดถึงปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ หรือ Globalization ซึ่งเราทุกคนคงทราบดีว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน คือระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมภายใต้ยุคโลกาภิวัตน์ที่ไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่โลกาภิวัตน์ยังจะนำการเปลี่ยนแปลงที่รอบด้าน

เพียงแต่เท่าที่ผ่านมา เวลาที่สังคมและสื่อมวลชน รวมถึงผู้นำทางการเมือง พูดถึงโลกาภิวัตน์มักพูดถึงแต่ด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก เช่น การไหลเข้าไหลออกของเงินทุน อัตราการแลกเปลี่ยนค่าเงินที่ผันผวน ความผันผวนในตลาดหุ้นและอัตราดอกเบี้ย ข้อตกลงเขตการค้าเสรี

ผมคิดว่าอันที่จริงยังมีมิติอื่นๆ ที่สำคัญของโลกาภิวัตน์ เช่น โลกาภิวัตน์ทางวัฒนธรรมในรูปของ Social Media หรือโลกาภิวัตน์ทางการเมืองในรูปของระบบจักรวรรดิแบบใหม่ที่มีประเทศสหรัฐอเมริกาในเวลานี้เป็นเจ้าจักรวรรดิ และประเทศจีนกำลังจะผงาดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เพียงแต่ว่าโลกาภิวัตน์ทางด้านอื่นๆ เหล่านี้ไม่ได้รับการพูดถึงกันมากเท่ากับโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ

โลกาภิวัตน์สร้างการรับรู้ สร้างความรู้สึกเกี่ยวกับพื้นที่แบบใหม่ขึ้นมา นั่นคือความรู้สึกว่าเป็นโลกเดียวกัน เกิดพื้นที่แบบใหม่ในจินตนาการ เรียกว่า “ชุมชนโลก” หรือ Global Village ในภาษาอังกฤษ

นั่นคือโลกาภิวัตน์เป็นคำอธิบายการเปลี่ยนแปลงใหม่ที่เกิดขึ้นในโลกยุคหลังสงครามเย็น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีองค์ประกอบสำคัญอยู่ที่การล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ในสหภาพโซเวียต เกิดกระบวนการการพัฒนาของระบบทุนนิยมอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ปัจจุบันไม่ว่าเราจะอยู่จุดใดของโลกเราสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ผ่านเทคโนโลยีการสื่อสาร อย่างโทรศัพท์มือถือ และผ่าน Internet ทำให้เกิดความรู้สึกใกล้ชิด

เมื่อเราย้อนมาดูผลกระทบที่สำคัญประการหนึ่งของโลกาภิวัตน์ต่อระบบเศรษฐกิจ คือการเพิ่มการแข่งขันมากขึ้นและรุนแรงขึ้นในเวทีการค้าระหว่างประเทศ

โลกาภิวัตน์ยังทำให้ปัจจัยต่างๆ ที่เดิมไม่ถือว่าเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจเข้ามามีอิทธิพลต่อระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น เช่น ความคิดเรื่องการบริหารจัดการที่ดี หรือธรรมาภิบาล ความคิดเรื่องความรับผิดชอบต่อส่วนรวมของภาคธุรกิจ รวมตลอดถึงการให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิตสินค้า สิทธิของคนงาน

นอกจากนี้ การค้าระหว่างประเทศมีความเป็นสถาบันมากขึ้น มีองค์กรระดับโลกที่เข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการเศรษฐกิจโลกเพิ่มมากขึ้น เช่น องค์การการค้าโลก หรือ WTO ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

ใครจะเคยคิดบ้างว่า รสนิยมการบริโภคของคนในประเทศหนึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตสินค้าของคนอีกประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศขนาดใหญ่อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้บริโภคไม่ต้องรวมตัวกันเพื่อสร้างแรงกดดันอย่างสหภาพแรงงาน เพียงแต่เลิกบริโภคสินค้านั้น ประเทศผู้ผลิตก็เกิดปัญหาทันที ไม่มีการลงโทษใดที่รุนแรงไปกว่าการลงโทษของผู้บริโภคที่ไม่ซื้อสินค้านั้น ซึ่งเป็นไปตามตรรกะของระบบทุนนิยมที่ว่าอยู่ด้วยตลาดก็ตายด้วยตลาด เกิดปัจจัยทางเศรษฐกิจแบบใหม่ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ เรียกว่า “ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระดับโลก” หรือ Global Consumer Confidence ตลาดในโลกยุคโลกาภิวัตน์คือตลาดโลก

ดังนั้น ผมคิดว่าเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปเชิงสถาบัน ซึ่งการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่สำคัญในโลกยุคโลกาภิวัตน์ คือ การแข่งขันในรูปของการร่วมมือและการสร้างการยอมรับภายใต้ความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม มาตรฐานที่ใช้ในการสร้างการยอมรับในประชาคมโลกในโลกยุคโลกาภิวัตน์ คือการมีระบบธรรมาภิบาลทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ดี

เพราะฉะนั้น การปฏิรูปเชิงสถาบันของระบบเศรษฐกิจไทยภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ที่ในวันนี้ก็หนีไม่พ้นที่ต้องพูดถึงการพัฒนาระบบธรรมาภิบาลอย่างสมบูรณ์ที่เน้นคุณธรรม จริยธรรม เพราะเศรษฐกิจไทยจะได้รับความเชื่อถือหรือไม่ นักลงทุนจะเข้ามาลงทุนหรือไม่ ใครอยากค้าขายกับเราหรือไม่

สิ่งแรกที่เขาอยากรู้ คือเรามีระบบธรรมาภิบาลที่ดีหรือไม่ในโลกยุคโลกาภิวัตน์

ถ้าเราไม่มีระบบธรรมาภิบาลที่ดี สังคมมีคุณธรรมและจริยธรรม สังคมโลกก็จะไม่เชื่อมั่นเรา ไม่อยากคบหาสมาคม รวมตลอดถึงติดต่อการค้ากับเรา แม้ว่าทฤษฎีโลกาภิวัตน์ส่วนใหญ่จะพูดถึงการล่มสลายของรัฐ การลดบทบาทของรัฐ แต่ในความเป็นจริงแล้ว รัฐยังสำคัญและยังจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และที่สำคัญที่สุด รัฐในระบบทุนนิยมจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจเอกชนให้มั่นใจว่า การลงทุนของเขาจะปลอดภัยแม้จะมีความเสี่ยงก็ตาม ความเสี่ยงถือเป็นพลังที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แต่ไม่ใช่เสี่ยงอย่างเลื่อนลอย แต่เป็นความเสี่ยงภายใต้ระเบียบ กฎเกณฑ์ กติกาชุดหนึ่งที่ได้รับการยอมรับร่วมกัน

นี่คือเหตุผลสำคัญที่การบริหารจัดการที่ดีหรือธรรมาภิบาลได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งของการปฏิรูปเชิงสถาบัน เพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจต่อไปครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ