
ตลาดหุ้นดูสดใสเพราะ"จุดเลวร้ายที่สุด"ได้ผ่านไปแล้ว
ผมมีความภาคภูมิใจในฝ่ายวิจัยของ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) (ผู้อ่านที่สนใจติดตามได้จาก www.maybankke.co.th และคลิกที่ KE Live Research ซึ่งวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้รับรางวัลนักวิเคราะห์แห่งปีหลายรางวัล) ได้ให้มุมมองตลาดหุ้นมาอย่างแม่นยำพอสมควรในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ลูกค้าของเรามิได้ผลีผลาม แต่เมื่อตลาดหุ้นเริ่มมีสัญญาณที่ดี เราก็สามารถชวนลูกค้าให้เข้าตลาดได้อย่างถูกจังหวะ
ผมมีความภาคภูมิใจในฝ่ายวิจัยของ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) (ผู้อ่านที่สนใจติดตามได้จาก www.maybankke.co.th และคลิกที่ KE Live Research ซึ่งวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้รับรางวัลนักวิเคราะห์แห่งปีหลายรางวัล) ได้ให้มุมมองตลาดหุ้นมาอย่างแม่นยำพอสมควรในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ลูกค้าของเรามิได้ผลีผลาม แต่เมื่อตลาดหุ้นเริ่มมีสัญญาณที่ดี เราก็สามารถชวนลูกค้าให้เข้าตลาดได้อย่างถูกจังหวะ
ปลายปี 2557 เราได้ให้มุมมองต่อทิศทางตลาดหุ้นว่า “SHUTDOWN First Half, RESTART MidYear.”
เราเสนอว่า จุด “ต่ำต่ำ” คือ ตลาดให้ PER ระดับราคาถูก บนประมาณการกำไรที่เติบโตต่ำ ดัชนี ต่ำต่ำ น่าจะอยู่ประมาณ 1,220 จุด และวันแรกของปี 2 ม.ค. 2557 เราจึงบอกว่าตลาดหุ้น “ถูก” น่าสนใจ และดูจะกลายเป็นจุดต่ำสุดของปีไปแล้ว
เราเสนอว่าตลาดหุ้นน่าจะอึมครึมมากตามสถานการณ์ความไม่แน่นอนของประเทศในช่วงไตรมาสแรก และน่าจะเริ่มหาทางออกกันได้ในช่วงไตรมาส 2 ตั้งแต่กลางปีเป็นต้นไป หากทิศทางบ้านเมืองมีความชัดเจน ตลาดหุ้นก็น่าจะมีโอกาสกลับมาสู่สภาพที่สดใสได้
จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา
บางคนอาจคิดว่า ตลาดหุ้นชอบนายกฯ ท.
บางคนอาจคิดว่า ตลาดหุ้นชอบพรรค ป.
บางคนอาจคิดว่า ตลาดหุ้นกลัวการปฏิวัติ
แต่ลองดูเถอะครับ ตลาดหุ้นไม่ได้ชอบอะไร หรือไม่ชอบอะไรเป็นพิเศษเลย สรุปได้ว่า “ตลาดหุ้นไม่มีอุดมการณ์” ครับ (ฮา) ตลาดหุ้นสนใจแค่ขอให้การเมือง “มีเสถียรภาพ” ศัตรูตัวฉกาจของตลาดหุ้น คือ “ความไม่แน่นอน”
ถ้าความไม่แน่นอนมีแนวโน้ม “คลี่คลาย” ตลาดหุ้นก็จะดี (เหมือนอย่างช่วงนี้)
ถ้าความไม่แน่นอนมีแนวโน้ม “บานปลาย” ตลาดหุ้นก็จะตกต่ำ
นักลงทุนแต่ละคนอาจมีอุดมการณ์ของตัวเอง แต่ในการลงทุนหุ้นขอเพียงได้เข้าใจและวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้น โดยวิเคราะห์จากการประเมิน “ระดับความไม่แน่นอน” ว่าจะ “คลี่คลาย” หรือ “บานปลาย” ก็จะตัดสินใจด้านการลงทุนได้ดีขึ้นครับ ไม่ควรใช้อารมณ์ทางการเมืองตัดสินใจการลงทุนครับ
ผมเองก็มองดูตลาดหุ้นในช่วงนี้อย่างมีกำลังใจและความหวัง หากจะนำคำพูดดีๆ ที่อาจจะเหมาะกับสถานการณ์ช่วงนี้มาแบ่งปันกับผู้อ่านก็ได้ว่า
หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดีโอบามาเร่งแก้ไขปัญหาแล้วระยะหนึ่ง ได้ส่งสัญญาณว่า “จุดที่เป็นข่าวร้ายที่สุดได้ผ่านไปแล้ว” ซึ่งกลายเป็นจุดต่ำสุดของตลาดหลักทรัพย์ที่สหรัฐช่วงหลังวิกฤต 2007 ที่ผ่านมา
หลังจากที่นายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ได้ทำหน้าที่เพื่อชาติ โดยเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ท่ามกลางความขัดแย้งในบ้านเมือง ที่นายกฯ อานันท์ ได้กล่าวว่า “อย่าเพิ่งสนใจว่าวัตถุสิ่งของเสียหายไปเท่าไร ‘ขวัญ’ ของประชาชนที่เสียไป เร่งเรียกกลับคืนมาเสียก่อน” ซึ่งความเชื่อมั่นของประชาชนมีความสำคัญต่อกำลังซื้อและการจับจ่าย ซึ่งจะเป็นรายได้ของกันและกัน
ในช่วงวิบัติเศรษฐกิจ 1930 ที่สหรัฐอเมริกา กำลังซื้อผู้คนตกต่ำมาก ผู้คนตกงานทั่วบ้านทั่วเมือง ประธานาธิบดีรูสเวลท์ ได้กล่าวว่า “สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือความกลัวนั่นเอง” เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ในที่สุด
ถ้าเราเองก็ได้เชื่อร่วมกันว่า “จุดที่เป็นข่าวร้ายที่สุดได้ผ่านไปแล้ว” มี “ขวัญและกำลังใจที่เข้มแข็ง” พร้อมจับจ่าย พร้อมไปเที่ยว (ไทยเที่ยวไทย) ไม่มีความกลัว หลายสิ่งหลายอย่างก็จะดีขึ้นได้
ที่ผ่านมาเราประสบปัญหามาไม่น้อย
ตลาดหุ้นตกต่ำตั้งแต่ช่วงลดมาตรการคิวอี ผู้คนขาดความเชื่อมั่น
กำลังซื้อหดหาย ด้วยหนี้ครัวเรือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 80% ของจีดีพี
ชาวนาจำนำข้าวไปแล้วไม่ได้รับเงิน ห่วงโซ่การจับจ่ายหยุดชะงัก
ผู้รับเหมางานภาครัฐเบิกเงินไม่ได้
งบประมาณไม่ออก งบประมาณปีใหม่ยังไม่มี
แต่สิ่งเหล่านี้กำลังได้รับการแก้ไข จึงเป็นไปจริงที่ “จุดที่เป็นข่าวร้ายที่สุดได้ผ่านไปแล้ว” ตลาดหุ้นจึงฟื้นตัวดี
ปัญหาที่ผ่านมาของเราหนักหนาทีเดียว เราทุกคนอาจจะอยากเห็น “ใคร” มาเป็นวีรบุรุษแก้ไขปัญหา แต่ไม่มีหรอกครับ ปัญหาหลายอย่างระดับประเทศ ต้องแก้ไขด้วยคนทั้งประเทศ
ให้เรา “รู้รักสามัคคี” พี่น้องไทยรักกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อย่าให้ใครมายุแหย่เป็นพวกไหน เป็นสีใด เป็นชนชั้นไพร่หรือชนชั้นอำมาตย์ ไม่มีทั้งนั้น ผมก็ไพร่ หลายๆ คนที่ประสบความสำเร็จก็ไพร่ เพราะเราไม่มีการกีดกันไพร่ โอกาสทุกคนมีเท่ากันเสมอ จึงเป็นพระคุณแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนไทยทุกๆ คนอย่างแท้จริง
ให้เรามีจิตใจที่ชื่นบาน พร้อมจับจ่าย เพราะการจับจ่ายของเราก็จะเป็นรายได้แก่กันและกัน
ให้เราพร้อมร่วมใจพาประเทศไทยเดินหน้า เตรียมระบบการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม โปร่งใส เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เอื้อต่อการเลือกคนดีและคนเก่งมาบริหารบ้านเมืองเพื่อปวงประชาชน
ให้เรายกระดับสังคมในทางสว่าง หวังว่าเมื่อมีโพลถามว่า “การทุจริตยอมรับได้ ถ้าประชาชนได้ประโยชน์” หวังว่าคนไทยจะยอมรับกันน้อยลง เพราะมันเท็จเทียบเท่ากับ “เด็กวัยรุ่นเสพยาเสพติดยอมรับได้ ถ้าเด็กยังเติบโต” ก็เด็กต้องโตอยู่แล้วตามวัย แต่ยาเสพติดจะทำให้โตแย่ลง ประชาชนก็จะได้ประโยชน์อยู่แล้วจากงบประมาณ ซึ่งมีจากระบบภาษีซึ่งผู้มีรายได้ดีก็จ่ายภาษีมากกว่าเพื่อช่วยเหลือผู้ยากจนอยู่แล้ว แต่การทุจริตจะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์น้อยลง
ผมเชื่อในหลักการว่า “เชื่อ...แล้วจะเห็น ไม่ใช่ เห็น...แล้วจึงเชื่อ” ถ้าเราเชื่อในทางสว่าง เชื่อในหลักการ “แผ่นดินธรรม...แผ่นดินทอง” คือ “แผ่นดินใดที่เป็นธรรม แผ่นดินนั้นจะเป็นทอง” ครับ







