
ฟังความเห็นปฏิรูป 2 เดือน
คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปประเทศขอเวลา 2 เดือน ฟังความเห็นประชาชนวางกรอบ 4 ด้าน ก่อนสรุปให้ คสช.–สนช.ดำเนินการ
คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปประเทศขอเวลา 2 เดือน ฟังความเห็นประชาชนวางกรอบ 4 ด้าน ก่อนสรุปให้ คสช.–สนช.ดำเนินการ
พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม รักษาการแทนปลัดกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ได้ประชุมหัวหน้าส่วนราชการและคณะทำงานเพื่อเตรียมการปฏิรูปประเทศ โดยที่ประชุมได้พูดคุยหลักการปฏิรูปภายใต้ 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ 1.เรื่องความคิดและความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่าง 2.ความไม่ศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมหรือสองมาตรฐาน ซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐานของหลายประเทศทั่วโลก 3.การปลุกปั่น ยุยง สร้างความเกลียดชัง และ 4.การตอกย้ำความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่เห็นต่าง
รักษาการปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้พูดถึงการวางกรอบเพื่อปฏิรูปโครงสร้างการเมือง กฎหมาย การจัดทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและการแก้ปัญหาการคอร์รัปชั่น โดยหลังจากนี้จะมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศก่อนนำมาสังเคราะห์เป็นข้อสรุป เพื่อเสนอไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนส่งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปเพื่อนำไปเป็นกรอบในการปฏิรูปประเทศต่อไป
พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน สำหรับกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งจะมีการรวบรวมข้อมูลจากที่เคยมีผู้ศึกษาไว้แล้วด้วย โดยจากนี้คณะทำงานคงต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อให้ได้ผลครบถ้วนและทันกรอบเวลาที่กำหนดไว้ นอกจากนี้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมจะรับเป็นเจ้าภาพในการเสวนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศ รวมถึงเปิดเว็บไซต์ http://rfm.mod.go.th หรืออีเมลมาที่ [email protected] รวมถึงสามารถโทรศัพท์มาได้ที่ 02-622-3065 และ 02-222-9201
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า แนวทางการปฏิรูปที่ได้หารือในที่ประชุมมีทั้งเรื่องการเมือง กระบวนการยุติธรรม และการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายที่ควบคุมการยุยงปลุกปั่นให้แตกแยกและการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย และกฎหมายป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น รวมถึงได้เสนอขั้นตอนการทำงาน 4 ขั้น คือ 1.รวบรวมข้อมูล โดยนำผลงานที่มีอยู่เดิม มาประกอบกับข้อเสนอของกลุ่มต่างๆ 2.การรับฟังความคิดเห็น ด้วยการจัดเวทีสานเสวนาทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 3.รวบรวมผลการรับฟังความคิดเห็นจากทุกช่องทางมาจัดกลุ่ม และ4.สรุปผลความคิดเห็นเพื่อรายงาน คสช.ก่อนจะส่งต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูป
สำหรับเนื้อหาในเว็บไซต์ http://rfm.mod.go.th ดำเนินการโดยคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้ชี้แจงถึงที่มาโดยอ้างคำแถลงแผนคืนความสุขของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. 3 ขั้นตอน 1. การสร้างความปรองดองทั้งส่วนกลางและพื้นที่ มอบหมายให้ กอ.รมน. รับผิดชอบ ให้ผู้เห็นต่างได้พบปะพูดคุยกัน มีการตั้งคณะทำงานเตรียมการปฏิรูป แต่ไม่ได้ดำเนินการถึงการปรับโครงสร้างหน่วยงานใดหรือค่าตอบแทน หรือนิรโทษกรรม
2.การใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวกำลังจัดทำอยู่ในฝ่ายกฎหมายและจะตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ การสรรหานายกรัฐมนตรี ตั้งคณะรัฐมนตรีบริหารราชการ และร่างจัดทำรัฐธรรมนูญและตั้งสภาปฏิรูป เพื่อปฏิรูปในทุกเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องการโดยใช้เวลาประมาณ 1 ปี จะมากหรือน้อยกว่านั้นขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่ายถ้าปฏิรูปสำเร็จ
3.จัดการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่ทุกคนทุกฝ่ายพอใจ กฎหมายมีความทันสมัยทุกด้าน รวมทั้งกฎระเบียบกติกาต่างๆ ที่แก้ไขเพื่อให้ได้คนดีสุจริตมาปกครองบ้านเมืองด้วยหลักธรรมาภิบาล
คณะทำงานเตรียมการยังได้กำหนดหัวข้อในการปฏิรูปเป็น 8 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.การเมือง การปกครอง 2.เศรษฐกิจ 3.สังคม 4.พลังงาน สิ่งแวดล้อม 5.กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม 6.การทุจริตคอร์รัปชั่น 7.องค์กรอิสระ 8.เรื่องอื่นๆ
วันเดียวกัน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะรักษาราชการแทน ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าในการปฏิรูปตำรวจ ว่า ยังอยู่ในกระบวนการความคิด รับฟังความคิดเห็น ทั้งจากระดับปฏิบัติ ผู้บริหารระดับกลาง รวมถึงประชาชน จึงต้องใช้เวลา เพราะการปฏิรูปครั้งนี้เปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก
ทั้งนี้ คสช.มีนโยบายว่าการเป็นปฏิรูปตำรวจนั้นเป็นการปฏิรูปในระยะที่ 2 ขั้นนี้จึงยังไม่ถึงการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น แต่หลักการคือต้องการกระจายอำนาจ ทำองค์กรตำรวจให้เล็กลง ซึ่งท้ายที่สุดจะออกมาในรูปแบบใด ยังต้องผ่านการพิจารณาอีกหลายกระบวนการ
พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ได้ประชุมหัวหน้าส่วนราชการที่กระทรวงกลาโหมเพื่อร่วมกันหาแนวทางปรองดองให้ประเทศ ซึ่งหัวหน้าส่วนราชการหลายแห่งเสนอปรับระบบราชการ ในส่วนของตำรวจ และต้องสร้างความเชื่อมั่นในระบบคุณธรรม แก้ปัญหายุติธรรม 2 มาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าตำรวจอำนวยความยุติธรรมตามข้อเท็จจริงตามกฎหมาย ซึ่งวันนี้สิ่งที่กำลังทำในการเฉพาะหน้าคือการสร้างความเชื่อมั่นของตำรวจต่อระบบคุณธรรม เรื่องการรับความดีความชอบตามความรู้ความสามารถที่แท้จริง ซึ่งไม่ต้องแก้กฎหมายแต่สามารถออกกฎระเบียบที่สัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม







