posttoday
ศูนย์ปรองดองฯแนวคิดดีแต่ทำลำบาก

ศูนย์ปรองดองฯแนวคิดดีแต่ทำลำบาก

03 มิถุนายน 2557

การรัฐประหารในปี 2557 นับว่ามีความแตกต่างกับการใช้อำนาจนอกระบบล้มรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การรัฐประหารในปี 2557 นับว่ามีความแตกต่างกับการใช้อำนาจนอกระบบล้มรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา เพราะการยึดอำนาจก่อนหน้านี้ล้วนมีเหตุผลมาจากการทุจริตแทบทั้งสิ้น แต่สำหรับครั้งล่าสุดกองทัพให้น้ำหนักเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงกับประกาศให้การสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ของคนในชาติเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ คสช.จะต้องดำเนินการให้เรียบร้อย

ทว่า ดูเหมือนความพยายามของ คสช.จะยังไม่เป็นผลมากนัก เนื่องจากนับตั้งแต่ที่ คสช.ได้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ปรากฏว่ามีมวลชนออกมาต่อต้านแบบเป็นรายวัน แม้กองทัพจะแสดงกำลังทั้งเจ้าหน้าที่และอาวุธให้สาธารณชนเห็นตามจุดสำคัญต่างๆ ในกรุงเทพฯ แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามได้ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการขี่ช้างจับตั๊กแตน

ในทางกลับกันกับกองทัพกำลังถูกวิจารณ์มากกว่าในฐานะที่พยายามปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ทั้งที่เป็นสิทธิที่ประชาชนควรได้รับ แม้ในตอนนี้จะไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม

ถึงกระนั้น คสช.เองก็พยายามชี้แจงและเก็บอาการพอสมควร เพราะรู้ดีว่าตัวเองไม่มีทางเลือก หากปล่อยให้การเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านสามารถทำได้อย่างอิสระย่อมไม่เป็นผลดีต่อ คสช.ในระยะยาวแน่นอน โดยเฉพาะหากเกิดกรณีที่มีมือที่สามเข้ามาสร้างสถานการณ์ความรุนแรง แม้ คสช.จะรู้อยู่แก่ใจว่าการใช้ไม้แข็งดังกล่าวจะนำมาซึ่งกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม คสช.ได้พยายามใช้ไม้แข็งสลับกับไม้นวม โดยไม่พยายามบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นมากเกินไป เพื่อเปิดให้ฝ่ายตรงข้ามได้มีพื้นที่ในการแสดงออกทางการเมืองได้บ้าง พร้อมกับออกนโยบายตั้ง “ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

ศูนย์ปรองดองฯ เป็นแนวความคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ต้องการให้มีการจัดตั้งหน่วยงานสำหรับทำหน้าที่สร้างความสามัคคีเป็นการเฉพาะ โดยมอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งความหวังว่า กอ.รมน.และศูนย์ปรองดองฯ จะเป็นกลไกที่นำไปสู่การสลายความขัดแย้งในอนาคต

ทั้งนี้ ในรายงานยุทธศาสตร์ของ กอ.รมน. ปี 2555-2559 ได้มีการวิเคราะห์ถึงแนวโน้มของปัญหาความขัดแย้งที่ส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศเอาไว้ส่วนหนึ่งว่า “ความผันผวนจากทั้งด้านการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พลังงานและสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางด้านความมั่นคงภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ การขาดความสามัคคีและการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ

จึงควรสร้างคุณค่าความต้องการอยากอยู่ร่วมกันของพลเมืองภายในชาติ โดยยึดมั่นในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รวมทั้งการรู้รักสามัคคี สร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างของสังคมไทยให้มีภูมิคุ้มกันที่มั่นคง ด้วยการพัฒนาประสิทธิภาพและขีดความสามารถการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนให้มีความรู้เท่าทันกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และร่วมกันคุ้มครอง ปกป้องฐานทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นทุนสำคัญของประเทศไว้ได้อย่างยั่งยืน มีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อส่วนรวม รวมทั้งมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ในการดำเนินการรักษาผลประโยชน์และดำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติสืบไป”

แม้ในทางทฤษฎี กอ.รมน.จะได้ทำการบ้านศึกษามาแล้วพอสมควร และพร้อมให้ศูนย์ปรองดองฯ นำไปปรับใช้เพื่อกำหนดวิธีการแก้ปัญหาได้ทันที แต่มีประเด็นอยู่ว่าในทางปฏิบัติจะทำอย่างไรให้เกิดการแก้ไขปัญหาได้อย่างสัมฤทธิผล

โจทย์แรกที่ศูนย์ปรองดองฯ จะต้องตีให้แตก คือ จะทำอย่างไรให้ศูนย์ปรองดองฯ ได้รับการยอมรับ

หลายรัฐบาลที่ผ่านมาได้พยายามใช้กลไกของรัฐสร้างความปรองดองมาตลอด แต่ยังไม่มีรัฐบาลไหนประสบความสำเร็จกับการแก้ไขปัญหาการเมือง เช่น คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เป็นต้น แต่เอาเข้าจริง ทุกข้อเสนอของคณะกรรมการแต่ละคณะกลับไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดให้การยอมรับ ทำให้ปัญหาการเมืองยังอยู่ในสภาพคาราคาซังอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ขนาดในช่วงบรรยากาศการเมืองที่เป็นปกติ ปรากฏว่าการสร้างความปรองดองยังทำได้ยากลำบากและขาดการยอมรับ แน่นอนว่าโจทย์การสร้างความปรองดองของ คสช.ในปัจจุบันย่อมมีความยากกว่าปกติหลายเท่า เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรยากาศการเมืองในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในสภาพที่เป็นประชาธิปไตยเท่าไหร่นัก หลังจาก คสช.ใช้อำนาจออกคำสั่งห้ามการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง อันเป็นอุปสรรคต่อการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการเมือง

คสช.โดยศูนย์ปรองดองฯ จะลงพื้นที่เพื่อสร้างความสมานฉันท์ภายใต้บรรยากาศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ในเมื่อหนึ่งของกองทัพนั้นถือตำราสร้างความสามัคคีและความสมานฉันท์ ควบคู่ไปกับการสร้างภาพลักษณ์เพื่อลดความแข็งกร้าวของทหารในสายตาของสาธารณชน แต่อีกมือหนึ่งกำลังถือกฎหมายเพื่อเอาไว้จัดระเบียบควบคุมฝ่ายตรงข้ามและผู้มีความคิดเห็นที่แตกต่างไม่ให้แตกแถว

เหนืออื่นใด การแก้ไขปัญหาการเมืองที่สะสมมานานกว่า 10 ปี มีความจำเป็นที่ต้องใช้เวลาและความต่อเนื่องพอสมควร โดยเฉพาะการเริ่มสร้างจิตสำนึกทางการเมืองใหม่จากครอบครัวตามที่ คสช.ตั้งความหวัง ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ที่ คสช.จะสร้างปาฏิหาริย์สลายสีเสื้อการเมืองภายในเวลา 1-2 ปีที่ตัวเองบริหารประเทศ

ดังนั้น จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของการสร้างความสามัคคีที่ คสช.จะทำได้ คือ การสร้างบรรยากาศให้เป็นประชาธิปไตย ผ่านการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างและพิจารณาบังคับใช้กฎหมายเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ทุกฝ่ายพร้อมเปิดใจสามารถยอมรับกับการแก้ไขปัญหาการเมืองอย่างจริงจัง และไม่ให้บทสรุปของการสร้างความสามัคคีลงเอยเพียงแค่การมีรายงานหนึ่งฉบับที่ถูกส่งเข้าลิ้นชักใต้โต๊ะหรือกล่องเก็บเอกสารเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ