posttoday
การคัดเลือกและถอดถอนกรรมการรัฐวิสาหกิจ

การคัดเลือกและถอดถอนกรรมการรัฐวิสาหกิจ

03 มิถุนายน 2557

ขณะนี้มีกระแสให้เปลี่ยนตัวกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจต่างๆ เนื่องจากเป็นกรรมการที่ได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งจากรัฐบาลที่แล้ว หรือถ้าจะใช้ศัพท์ให้ทันสมัยหน่อย คือ ได้รับการแต่งตั้งจากระบอบทักษิณ

ขณะนี้มีกระแสให้เปลี่ยนตัวกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจต่างๆ เนื่องจากเป็นกรรมการที่ได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งจากรัฐบาลที่แล้ว หรือถ้าจะใช้ศัพท์ให้ทันสมัยหน่อย คือ ได้รับการแต่งตั้งจากระบอบทักษิณ

ความจริงเรื่องหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งกรรมการของรัฐวิสาหกิจต่างๆ นั้น มีการกล่าวหากันมานานแล้วว่ารัฐบาลที่อยู่ในอำนาจมักจะแต่งตั้งพวกพ้องเข้าไปเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ เพื่อตอบแทนบุญคุณของข้าราชการที่เคยช่วยเหลือมาก่อน หรือแต่งตั้งบุคคลภายนอกที่เป็นนายทุนของพรรคการเมือง หรือเคยทำงานทางการเมืองให้พรรค โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสม

ถ้าถามว่าการแต่งตั้งบุคคลที่รัฐบาลรู้จักและไว้วางใจเข้ามาเป็นหูเป็นตาในรัฐวิสาหกิจ และควบคุมการบริหารของฝ่ายจัดการในรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่ต้องดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาเป็นเรื่องที่ผิดหรือไม่

ในความเห็นของผม การที่รัฐบาลในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของรัฐวิสาหกิจจะส่งคนของตนเองเข้ามาเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างไร ใครเป็นรัฐบาลก็น่าจะมีสิทธิเต็มที่ที่จะส่งคนที่ตนเองรู้จักและไว้วางใจเข้ามาเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลถือหุ้น

ท่านผู้อ่านบางท่านอาจไม่ทราบว่า ในการคัดสรรบุคคลที่จะเข้ามาเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจนั้น มีกฎหมายควบคุมอยู่เรียกว่า พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หาใช่รัฐบาลจะส่งใครก็ได้เข้าไปเป็นกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจไม่

พ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดคุณสมบัติมาตรฐานของกรรมการรัฐวิสาหกิจไว้ว่า กรรมการของรัฐวิสาหกิจนอกจากต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้สำหรับรัฐวิสาหกิจนั้นๆ แล้ว ยังต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ด้วย

1) มีสัญชาติไทย

2) มีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์

3) มีคุณวุฒิและประสบการณ์เหมาะสมกับกิจการของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ

4) ไม่เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย

5) ไม่เคยได้รับโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ

6) ไม่เป็นข้าราชการการเมือง เว้นแต่เป็นการดำรงตำแหน่งกรรมการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

7) ไม่เป็นกรรมการพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง และผู้ใดจะดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจเกินสามแห่งมิได้

ส่วนสุดท้ายที่ผมอยากเน้นย้ำเป็นพิเศษ คือ ส่วนที่กฎหมายบัญญัติให้พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งได้ตราไว้ว่ากรรมการของรัฐวิสาหกิจนอกจากพ้นจากตำแหน่งตามที่กำหนดไว้สำหรับรัฐวิสาหกิจนั้นๆ แล้ว กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

1) ตาย

2) ลาออก

3) เป็นผู้ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามของกรรมการตามที่ได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้

ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งกรรมการของรัฐวิสาหกิจทุกรัฐบาล คือ การถูกกล่าวหาว่าแต่งตั้งพรรคพวกหรือคนของตนเข้าไปนั่งเป็นกรรมการเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ทั้งผลประโยชน์โดยตรงจากเงินตอบแทนที่จ่ายให้คณะกรรมการรายปี ค่าเบี้ยประชุม ค่ารับรอง และค่าตอบแทนแฝงอื่นๆ เช่น ใช้บริการของรัฐวิสาหกิจฟรี เป็นต้น แต่ทั้งหลายทั้งปวงยังไม่เท่ากับผลประโยชน์ที่ได้จากการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายต่างๆ ผ่านรัฐวิสาหกิจ ทั้งในรูปคอมมิชชั่นจากการจัดซื้อ และค่าวิ่งเต้นต่างๆ แทนที่จะแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ในงานของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง เข้าไปกำหนดนโยบาย วางแผนงาน และกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหารว่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความโปร่งใสและสุจริตหรือไม่

การแก้ไขปัญหานี้ ผมไม่เชื่อว่าจะมีใครสามารถออกกำหนดกฎเกณฑ์ หรือกำหนดคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้าไปเป็นกรรมการของรัฐวิสาหกิจเพิ่มเติมใน พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการฯ จนรัฐบาลไม่สามารถเลือกพรรคพวกหรือคนของตัวเอง หรือพรรคการเมืองที่สังกัดที่ไม่มีความรู้หรือประสบการณ์ในการบริหารรัฐวิสาหกิจเข้าไปเป็นกรรมการได้ เพราะไม่ว่าจะเขียนไว้อย่างไร มีทางเลี่ยงได้เสมอ ครั้นจะกำหนดคุณสมบัติไว้แคบจนเกินไป เช่น กำหนดให้ผู้ที่จะเข้าไปเป็นกรรมการในบริษัท การบินไทย จะต้องผ่านการเป็นนักบิน หรือเคยบริหารสายการบินมาก่อนเท่านั้น หรือหากจะเป็นกรรมการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จะต้องจบการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้าเท่านั้น ก็จะทำให้คณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจขาดกรรมการที่มีความรู้และประสบการณ์หลากหลาย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการบริหารธุรกิจ ไม่สามารถเข้าไปดูแลกิจการด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพราะฉะนั้นบนความเชื่อที่ว่า

1) รัฐบาลใดขึ้นมามีอำนาจ ควรจะเป็นผู้แต่งตั้งกรรมการของรัฐวิสาหกิจเอง

2) การกำหนดคุณสมบัติกรรมการรัฐวิสาหกิจเพิ่มเติมจากปัจจุบันก็ดี หรือการตั้งกรรมการคัดสรร เป็นแค่การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบ หาได้นำไปสู่การคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมที่สุดเข้าไปนั่งเป็นกรรมการของรัฐวิสาหกิจไม่ เพราะท้ายที่สุดผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจคือรัฐมนตรี

3) การตีความในแง่กฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติและความเหมาะสมให้เป็นคุณต่อผู้มีอำนาจทำได้เสมอ โดยใช้วิถีด้านได้อายอด

เพราะฉะนั้น สู้ยอมรับความจริงให้รัฐบาลมีอำนาจแต่งตั้งกรรมการของรัฐวิสาหกิจให้รู้แล้วรู้รอดไปไม่ดีกว่าหรือ เพื่อให้รัฐบาลเข้ามามีส่วนรับผิดชอบในผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจร่วมกับฝ่ายบริหารและคณะกรรมการที่ตัวเองแต่งตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ โดยให้แก้ พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจในข้อคุณสมบัติมาตรฐานเพิ่มเติมว่า “ห้ามมิให้ข้าราชการจากหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบหรือกำกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งเป็นกรรมการของรัฐวิสาหกิจนั้น” เช่น การแต่งตั้งอัยการเข้าไปเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ ทั้งๆ ที่อัยการมีหน้าที่ตรวจสอบนิติกรรมสัญญาของรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง หรือข้าราชการระดับสูงจากกระทรวงพลังงานเข้าไปเป็นกรรมการในบริษัท ปตท. เป็นต้น

เพราะเป็นเรื่องขัดกันของผลประโยชน์ที่ชัดเจน และอาจทำให้เกิดปัญหาด้านการบังคับใช้กฎหมายแบบลูบหน้าปะจมูก

ในส่วนการพ้นตำแหน่งของกรรมการนั้น ให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจพ้นจากตำแหน่งเมื่อมีการยุบสภา หรือนายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง เพราะเมื่อคณะกรรมการมาจากการแต่งตั้งของรัฐบาล เมื่อรัฐบาลพ้นจากหน้าที่ คณะกรรมการก็ต้องพ้นจากหน้าที่ไปพร้อมกับรัฐบาลด้วย กล่าวคือ ให้ถือเสมือนว่าตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจเป็นตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งในความเป็นจริงก็เป็นอยู่แล้ว ทั้งนี้ให้คณะกรรมการที่จะพ้นจากตำแหน่งรักษาการไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่

ใครที่อยู่ใกล้ๆ คสช.ช่วยเก็บไปลองพิจารณาดู เผื่อจะแก้ไขปัญหาโลกแตกนี้ได้

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก