posttoday
นาทีทอง...ยกเครื่อง กม.การเงินการคลัง

นาทีทอง...ยกเครื่อง กม.การเงินการคลัง

02 มิถุนายน 2557

เศรษฐกิจไทยกำลังเดินหน้าฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

เศรษฐกิจไทยกำลังเดินหน้าฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควบคุมอำนาจการบริหารประเทศเพื่อผ่าทางตันปัญหาทางการเมือง ส่งผลให้ปลดล็อกทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันด้วย

จากก่อนที่ คสช.เข้าควบคุมอำนาจ เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะถอยหลัง แต่เมื่อ คสช.เข้ามาไม่ถึงสัปดาห์เดินหน้าจ่ายเงินจำนำข้าว 9.2 หมื่นล้านบาท เร่งเบิกงบค้างท่อปี 2557 เดินหน้าทำงบปี 2558 และทำโรดแมปทางเศรษฐกิจสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศ ทำให้เศรษฐกิจกลับมามีความหวังอีกครั้ง

แม้แต่นักวิเคราะห์ต่างประเทศที่ไม่นิยมการยึดอำนาจของทหาร หลายรายยังออกมายอมรับว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวได้ดีหลังมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองล่าสุด เนื่องจากมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น

ขณะที่กระทรวงการคลังมองว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ นอกจากจะส่งผลดีกับเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นโอกาสดีในการยกเครื่องกฎหมายการเงินการคลังที่สำคัญๆ หลายเรื่อง ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ไม่สามารถผลักดันได้ในรัฐบาลปกติ เพราะไปขัดผลประโยชน์นักการเมือง หรือกลุ่มทุนที่สนับสนุนนักการเมือง

กฎหมายการเงินในโรดแมปของกระทรวงการคลังที่จะให้ คสช.เห็นชอบ ที่สำคัญอันดับต้นๆ ได้แก่ “ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ที่กระทรวงการคลังผลักดันมาถึง 30 ปี แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ มีใกล้เคียงที่สุดเมื่อสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกบรรจุเป็นวาระการพิจารณาของสภา แต่เมื่อมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ก็ถูกตีตกไปในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นการเก็บภาษีจากทรัพย์สินครั้งแรกของเมืองไทย หากกฎหมายผ่านสภาจะสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้เสียภาษีมากขึ้น โดยมีหลักสำคัญคือ คนที่มีสินทรัพย์ที่ดินจำนวนมากเป็นคนที่มีฐานะ ดังนั้น ก็ควรจะต้องเสียภาษีมากกว่าคนที่ไม่มีสินทรัพย์

นอกจากนี้ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ยังจะทำให้มีการกระจายการถือครองที่ดินมากขึ้น เพราะกฎหมายจะเก็บภาษีกับผู้มีที่ดินและไม่ใช้ประโยชน์ในอัตราเพิ่มเป็นทวีคูณ

จากร่าง พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่เคยบรรจุสภา จะเก็บภาษี 3 อัตรา ได้แก่ อัตราภาษีทั่วไปไม่เกิน 0.5% ที่อยู่อาศัยไม่เกิน 0.1% และที่เกษตรกรรมไม่เกิน 0.05% สำหรับที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าใน 3 ปีแรก ให้เก็บภาษีไม่เกิน 0.5% หากยังไม่ทำประโยชน์อีกให้เสียเพิ่ม 1 เท่าในทุก 3 ปี แต่ไม่เกิน 2% ทำให้เห็นว่าคนที่ได้รับผลกระทบจากภาษีดังกล่าว คือ คนรวยที่มีที่ดินจำนวนมาก ซึ่งนักการเมืองจำนวนไม่น้อยมีการถือครองที่ดินจำนวนมาก ทำให้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่สามารถคลอดออกมาได้

ดังนั้น ภายใต้การบริหารประเทศของ คสช. กระทรวงจึงเห็นเป็นโอกาสทองที่จะดันร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แม้ว่าจะไม่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการเหมือนมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ก็เป็นเรื่องที่คลังพยายามเร่งดำเนินการ โดยมีการบรรจุไว้ในโรดแมปทางเศรษฐกิจที่ทำให้ คสช.อนุมัติเห็นชอบด้วย

นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายอีกฉบับที่คลังจะผลักดันออกมา อาทิ การแก้ไข “พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)” ให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน กลับมาดูแลสถาบันการเงินในยามที่มีปัญหาอีกครั้ง เพราะขณะนี้ไม่มีหน่วยงานไหนดูแล ถึงแม้จะมีสถาบันประกันเงินฝาก แต่ก็เป็นการดูแลเฉพาะผู้ฝากเงินเท่านั้น นอกจากนี้ ที่ผ่านมาสถาบันประกันเงินฝากเก็บเงินสมทบจากสถาบันการเงินไม่ได้ เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีมติให้สถาบันการเงินส่งเงินสมทบที่เคยส่งให้สถาบันประกันเงินฝากให้กับ ธปท. เพื่อนำไปใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ที่เดิมเป็นภาระงบประมาณ ให้เป็นภาระของ ธปท.

ยังมีร่าง “พ.ร.บ.ติดตามทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรม” ที่กระทรวงการคลังพยายามผลักดันมาหลายปี แต่ไม่เป็นผล ไม่มีรัฐบาลไหนผลักดันได้สำเร็จ การผลักดันนี้สอดคล้องกับแนวการดำเนินการของ คสช.ที่ออกประกาศไม่ให้เจ้าหนี้นอกระบบทวงหนี้จากชาวนาอย่างไม่เป็นธรรม โดยการบังคับข่มขืนใจ

เช่นเดียวกันกับการทวงถามหนี้ของบริษัททวงหนี้กับลูกหนี้ต่างๆ โดยเฉพาะลูกหนี้บัตรเครคิต และลูกหนี้ส่วนบุคคล ซึ่งที่ผ่านมาได้ถูกทวงหนี้อย่างไม่เป็นธรรม ไม่เป็นเวลา มีการประจานทำให้เกิดความอับอายเสียชื่อเสียง เสียเกียรติทางสังคม

สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ติดตามทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรม จะให้บริษัททวงหนี้ต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลัง ส่วนหนึ่งต้องการบริษัททวงหนี้ที่ไม่ใช่สถาบันการเงินเข้ามาอยู่ในระบบ จะมีกฎระเบียบในการควบคุมดูแล เช่น ห้ามข่มขู่หรือประจานลูกหนี้ ต้องทวงหนี้ในเวลาที่กำหนดไม่ใช่ทวงในยามวิกาล หากทำผิดมีโทษปรับไม่เกิน 1 แสนบาท จำคุก 1 ปี ซึ่งถือเป็นโทษที่หนักหนาไม่ใช่เล่น ทำให้ผู้ที่เสียประโยชน์วิ่งเต้นนักการเมืองไม่ให้ผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการพิจารณาอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ ยังมีร่าง “พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ” ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น เพราะจะสามารถนำเอาทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น กิจการ สิทธิเรียกร้อง สินค้าคงคลัง มาเป็นหลักทรัพย์ประกันเพื่อขอกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ แม้ว่าจะเป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยที่มีมากถึง 3 ล้านราย แต่ร่างกฎหมายดังกล่าวก็ไม่ได้รับความสำคัญจากรัฐบาลปกติ ทำให้คลังหวังว่า คสช.จะผลักดันกฎหมายให้เกิดขึ้นสำเร็จ

สุดท้ายที่คลังต้องการให้เกิดในสมัยรัฐบาล คสช. คือ “ร่าง พ.ร.บ.ภาษีสิ่งแวดล้อม” ที่จะให้อำนาจกรมสรรพสามิตเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั้งทางน้ำ อากาศ เสียง เพื่อให้ผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิตสินค้าที่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ทั้งในขั้นตอนการผลิต และสินค้าที่ผลิตออกมามีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม จะต้องจ่ายภาษีสิ่งแวดล้อม แต่กฎหมายดังกล่าวก็ยังล้มลุกคลุกคลาน เพราะกระทบนายทุนผู้ประกอบการจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลปกติไม่ผลักดันกฎหมายสิ่งแวดล้อมให้เป็นชิ้นเป็นอันอย่างที่ควรจะเป็น

ทั้งหมดล้วนเป็นกฎหมายทางการเงินการคลังที่มีความสำคัญกับภาคส่วนต่างๆ ของเศรษฐกิจไทย แต่กลับไม่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้ในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งปกติ ทำให้คลังต้องใช้นาทีทองช่วงรัฐบาล คสช.ผลักดันกฎหมายการเงินการคลังดังกล่าวให้เป็นความจริงอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน