
แกนนำกปปส.ส่องปัจจัย-แรงต้าน-ความสำเร็จ
ผ่านมาร่วมสัปดาห์ คสช.กำลังเดินหน้าสู่โหมดรักษาความสงบอย่างเข้มงวด สุริยะใส กตะศิลา แกนนำ กปปส.
โดย...เลอลักษณ์ จันทร์เทพ
ผ่านมาร่วมสัปดาห์ คสช.กำลังเดินหน้าสู่โหมดรักษาความสงบอย่างเข้มงวด สุริยะใส กตะศิลา แกนนำ กปปส. ที่ได้รับการปล่อยตัวมองภารกิจที่ท้าทายของ คสช. ท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งที่ยังคุกรุ่น
สุริยะใส กล่าวว่า การรัฐประหาร 2557 ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นการแสดงออกเชิงอำนาจชัดมากและเข้มข้นกว่ารัฐประหาร 2549 ภายใต้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เป็นเท่าตัว เช่น การควบคุมสื่อชนิดเบ็ดเสร็จ รวมทั้งจู่โจมจับกุมกองกำลังติดอาวุธ การคุมตัวนักเคลื่อนไหวลักษณะถึงตัว “คณะทำรัฐประหารชุดนี้อาจมีอายุมากกว่า 1 ปี แต่จะไม่สามารถใช้ปืนคุมได้ตลอดไป สถานการณ์อาจจะราบรื่นในช่วงแรก แม้จะมีปฏิกิริยาต่อต้านบ้างก็ตาม ซึ่งการทำรัฐประหารครั้งนี้มีกลุ่มม็อบต้านตั้งตัวได้เร็วที่สุด เพราะมีต้นทุนเดิมอยู่แล้ว บวกกับมีกระแสที่มีต่อเนื่องเรื่อยมา แต่ก็ไม่ได้ถือว่าน่ากลัวเท่าไร เพราะเป็นลักษณะของม็อบมาเร็วไปเร็ว แต่ถ้าในระยะยาวกระแสจุดติดขึ้นมา ผนวกกับ คสช.มีการใช้อำนาจอย่างเข้มข้น ไร้ซึ่งเหตุผลหรือคำอธิบายที่มีน้ำหนักเพียงพอ ต้องระวังให้ดีว่าจะก่อให้เกิดปัญหาขยายตัวในวงกว้าง กระแสจะถูกตีกลับ”
แกนนำ กปปส. กล่าวอีกว่า จุดอ่อนอีกข้อของ คสช.ที่เห็นได้ชัดเวลานี้คือ ไม่รู้ว่ามิตรของ คสช.คือใคร ซึ่งต่างกับ คมช.ที่มีมิตรเป็นมวลชนกลุ่มพันธมิตร ทำให้มีหลังพิงอย่างชัดเจนในระดับหนึ่ง โดยช่วงแรกหลังรัฐประหารมีช่วงเวลาฮันนีมูนยาวอยู่เป็นเดือน จากนั้นกระแสวิพากษ์วิจารณ์โจมตีจึงจะค่อยๆ แรงขึ้น 2-3 เดือนให้หลัง
ขณะที่ คสช.พยายามที่จะปฏิบัติกับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน เช่น การคุมตัวแกนนำ นปช.และ กปปส. แม้จะได้รับคำอธิบายจากทหารว่า ที่กระทำเช่นนี้เพราะพยายามที่จะไม่ให้เกิดการตั้งคำถามว่า ทำไมจึงต้องเลือกปฏิบัติกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่อยากให้ถูกมองว่า มิตร คสช.คือ กปปส. ซึ่งจะมีผลทำให้ลำบากในเรื่องของมวลชนที่จะช่วยพิทักษ์กระแสความชอบธรรม หรือเห็นด้วยได้อย่างนานเท่าที่ควร ดังนั้น จึงไม่เชื่อว่า คสช.จะไร้แรงต้าน หรือควบคุมปฏิบัติการปฏิกิริยาจากฝ่ายตรงข้ามได้ตลอดในช่วงที่คุณมีอำนาจ แต่กลับจะมีแรงมาต้านตีกลับมา
“คสช.จะต้องเริ่มมองหามิตร เช่น ปฏิบัติการงานมวลชนที่สนับสนุนเพื่อให้กระแส คสช.อยู่ได้ เพราะงานมวลชนถือว่าเป็นงานสำคัญและมีลักษณะพิเศษที่ไม่ใช่เรื่องง่าย กองทัพจะต้องเอาบทเรียนจากการรัฐประหารทั่วโลกมาศึกษาด้วย เพราะปฏิกิริยามวลชนจะใช้มาตรการแบบทหารอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการปฏิบัติการจิตวิทยา ทำความเข้าใจกับประชาชน เป็นงานที่ต้องตั้งรับและติดตามกันไป” แกนนำ กปปส.แนะนำกองทัพ
สุริยะใส กล่าวด้วยว่า ก่อนที่จะมีการทำรัฐประหารมีโอกาสได้เจอนายทหารระดับนายพลที่ยังรับราชการอยู่ได้พูดไว้ว่า ถ้าเขาจะทำรัฐประหารมั่นใจว่าทำได้และราบรื่น เพราะมีแผนไว้รองรับ ซึ่งต่างจากรัฐประหารปี 2549 ที่มีเวลาคิดสั้นๆ ก่อนจะลงมือทำ และไม่ได้มีการเตรียมการ รวมถึงปี 2553 ด้วย ที่ทหารออกมาปะทะกันในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็ไม่ได้มีการเตรียมการ แต่ปีนี้มีการวางแผนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการจัดการกับกองกำลังติดอาวุธที่ขยายตัว วางเครือข่ายอย่างกว้างขวางมากขึ้น และมีอำนาจรัฐในระบอบทักษิณ กลุ่มนี้จึงไม่ใช่แค่กลุ่มทำงานเฉพาะกิจ แต่กลับเป็นกองกำลังพิเศษ ซึ่งทหารมีข้อมูลทั้งหมดไว้
สำหรับการวางแผนยุทธศาสตร์ของ คสช.นั้น สุริยะใส กล่าวว่า เท่าที่เห็นในโครงสร้างการทำงานมีแต่คนนอก จึงยืนยันว่าไม่มีกลุ่มของ กปปส.เข้าไปเกี่ยวข้อง ดังนั้น ต้องรอดูจากนี้ไป หากมีการตั้งสภาปฏิรูป หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หน้าตาเป็นอย่างไร กลุ่มไหนเข้ามามากน้อยแค่ไหน จึงจะเห็นได้ว่าเค้าลางไปในทิศทางไหนและจะสามารถตอบอะไรได้ชัดขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้สิ่งที่ คสช.ควรคำนึงถึงอีกเรื่องสำคัญคือ “สื่อ” ไม่ควรจะปิดกั้นทั้งสื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดีย เพราะสิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลในชีวิตประจำวันมาก อะไรที่สามารถผ่อนปรนได้ควรผ่อนปรน เช่น ทีวีเคเบิล ให้เสรีปล่อยทุกสีทุกช่องดำเนินรายการกันไป ขณะเดียวกัน ก็จัดตั้งคณะทำงานติดตามโดยเฉพาะ หากพบว่ามีการปลุกระดม หรือเป็นการดำเนินรายการที่จะเป็นภัยต่อมั่นคงก็ว่ากันไป
แกนนำ กปปส. กล่าวว่า เข้าใจว่าช่วงนี้เป็นช่วงสถานการณ์พิเศษ รัฐบาลที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินก็ไม่ได้มาจากกระบวนการปกติ เราจึงไปคาดหวังเรื่องของการปฏิบัติอย่างที่ควรจะเป็นตามวิถีทางประชาธิปไตยนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าจะอยู่นิ่งและไม่เรียกร้องอะไรเลยก็ไม่ใช่ ควรจะเรียกร้องบ้าง เช่น การตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินที่จะให้คุณให้โทษ จะหมกเม็ด ฉ้อฉล แทนที่ไล่คนโกงไปแล้ว แต่ตัวเองเข้ามาโกงแทน ตรงนี้จะเป็นปัญหาระยะยาว และอย่าคิดว่าเมื่อ คสช.ลงจากอำนาจแล้วเรื่องจะจบ ความวุ่นวายจะตามมาอีกมาก เพราะจะมีการไล่เช็กบิลกันแน่นอน และหากพบเรื่องของความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น ก็อาจจะสร้างความแตกแยกให้ร้าวลึกลงไปอีก
สุริยะใส กล่าวย้ำว่า การตามไล่เช็กบิลเป็นอีกประเด็นที่จะต้องคิด ว่า ทำอย่างไรที่จะสามารถลดเงื่อนไขการแก้แค้นภายหลัง เพราะวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลงจากการใช้อำนาจ ดังนั้น การใช้อำนาจที่ไปโยงกับงบประมาณแผ่นดิน ใช้ภาษีของประชาชนต่างๆ ต้องโปร่งใส เพื่อไม่ให้ประชาชนรู้สึกไม่สบายใจ โดยสื่อจะเป็นหนึ่งในกลไกของการตรวจสอบ
“สุดท้าย ถ้าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่นำไปสู่การปลดปล่อย ความแตกแยก การเมืองที่ล้มเหลว ได้แท้จริง ปัญหาใหม่จะตามมาอีกมากกว่าเดิม และจะหนักกว่ารัฐประหาร 2549 ตอนนี้ คสช.มีโอกาสที่จะสามารถทำได้ แต่จะทำลายโอกาสนี้หรือไม่ เป็นโจทย์ที่ท้าทาย เช่น เรื่องการปฏิรูป คสช.จะสามารถปฏิรูปได้อย่างที่ประชาชนต้องการหรือไม่” สุริยะใส กล่าวทิ้งท้าย







