
คสช.ย้ำ 3 ขั้นตอนขับเคลื่อนประเทศก่อนเลือกตั้ง
คสช.ย้ำแผน 3 ขั้นตอนขับเคลื่อนประเทศ ก่อนเลือกตั้ง วอนประชาชนทุกฝ่ายร่วมมือ ยืนยันไม่มีปิดกั้นโซเชียลมีเดีย ดำเนินคดีม็อบต้านรัฐประหารทำลายทรัพย์สินราชการ
คสช.ย้ำแผน 3 ขั้นตอนขับเคลื่อนประเทศ ก่อนเลือกตั้ง วอนประชาชนทุกฝ่ายร่วมมือ ยืนยันไม่มีปิดกั้นโซเชียลมีเดีย ดำเนินคดีม็อบต้านรัฐประหารทำลายทรัพย์สินราชการ
เมื่อวันที่ 29 พ.ค. เวลา 12.20 น. ที่หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ได้มีการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านระบบวีดิโอคอนเฟอร์เรนซ์ ไปยังหน่วยงานราชการในส่วนภูมิภาค โดย คสช. ยังคงย้ำมาตรการเดิม ในการขับเคลื่อนงานต่างๆ และได้มีการกำชับขั้นตอนการดำเนินงานของคสช. ออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1.การบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความสงบ 2.การมีธรรมนูญปกครองชั่วคราว การตั้งสภาปฏิรูป และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ 3.การปูทางไปสู่การเลือกตั้ง เพื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยยังไม่มีการกำหนดกรอบระยะเวลา แต่ขอให้ประชาชนร่วมกันเพื่อให้ผ่านขั้นตอนที่ 1 ไปสู่ขั้นที่ 2 ต่อไป
นอกจากนี้ ยังได้มีการกำชับประเด็นการบริหารจัดการงบประมาณหลังจากนี้ ซึ่งต้องมีกลไกให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม โดยการจัดการต้องทั่วถึง รวดเร็ว เร่งด่วน โดยไม่สร้างหนี้ผูกพันและเกิดหนี้สาธารณะเกินกรอบที่กำหนดไว้ ส่วนการร่างกฏหมายและกระบวนการยุติธรรมต้องเร่งปฏิบัติการเพื่อให้แข็มแข็งและให้ทุกภาคส่วนเกิดความเชื่อมั่น
พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวอีกว่า คสช.ไม่ได้มีความตั้งใจยับยั้งการใช้โซเชียลมีเดีย โดยความตั้งใจของคสช. มีเพียงการระงับยับยั้งบางเว็บไซต์ที่มีการยุยงปลุกปั่น หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงผิดต่อกติกาที่ได้ประกาศไว้ ไม่ได้ต้องการล่วงล้ำการติดต่อสื่อสารของประชาชน โดย คสช. ได้ย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ระมัดระวังอย่าให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีก นอกจากนี้ ยืนยันว่า จะไม่มีการตัดระบบเฟซบุ๊ก ไลน์ หรืออินสตาแกรม อย่างแน่นอน
ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กรณีที่ยังมีการต่อต้านรัฐประหารที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและผิดกฏหมาย โดยมีทั้งการทำลายทรัพย์สิน ทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ รวมถึงขัดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ห้ามชุมนุมเกินกว่า 5 คน โดยได้มีการรวบรวมข้อมูลผู้ที่กระทำผิดไว้แล้ว หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะดำเนินการอย่างเคร่งครัดเพื่อตามหาตัวต่อไป พร้อมกับยืนยันว่า การชุมนุมขณะนี้ถือว่าผิดกฎหมาย โดยหากไม่สามารถควบคุมได้ อาจต้องใช้มาตรการขั้นต่อไป เช่น การฉีดน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้ ปัจจุบันการเข้าถึงผู้กระทำความผิดสามารถเข้าถึงได้ง่ายและมีโทษตามประกาศของ คสช.จึงขอให้ประชาชนอย่าทำผิดกฏหมายไม่ว่าจะด้วยเจตนาใด
"นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่ภาพทหารใช้ความรุนแรงต่อประชาชนทางโซเชี่ยลมีเดีย ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องราวในอดีต ซึ่งขณะนี้ไม่ควรนำมาเผยแพร่เพราะ อาจสร้างความสับสบและไปกระทบต่อความรู้สึกของบุคคลบางฝ่ายและขอเรียกร้องให้หยุดการกระทำดังกล่าว"พ.อ.วินธัยกล่าว
ขณะที่ พ.อ.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ล่าสุด นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอิสระ ซึ่งถูกคสช.เรียกเข้ารายงานตัวก่อนหน้านี้ ได้แจ้งมาแล้วว่าไม่สะดวกที่จะเข้ารายงานตัวในช่วงนี้ เนื่องจากติดภารกิจในต่างประเทศ โดยคสช.ได้ให้นายยวีรพัฒน์ทำหนังสือยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อแจ้งเหตุผลความจำเป็นต่อไป
ขณะที่คำสั่งคสช.เรียกบุคคลเข้ารายงานตัวเพิ่มเติม ฉบับที่ 30 ซึ่งมีชื่อของ 1.น.ส.อภิรดี สุพรรณ 2.นายประเสริฐ ทองนุ่ม 3.นายสุนทร ลิ้มพิกุล 4.นายประวิทย์ ใจห้าว 5.นายอาน่า วิภูสมิธ 6.นายณรงค์ แก้วพรพงษ์ 7.พ.ต.อ. (พิเศษ) พินิจ ไชยเสนีย์ และ 9.นายอนุศักดิ์ อนุการ ผู้สื่อข่าวตรวจสอบพบว่าส่วนใหญ่เป็นกรรมการสมาคมชาวปักษ์ใต้ และคำสั่งที่ 31 ซึ่งมีชื่อ 1.นายสุวิชา พานิชผล 2.น.ส.สายลม กาบบัวแดง 3.นายโยธิน ศรีจันทร์เทพ 4.นพ .สง่า คุณยศยิ่ง 5.ร.อ.ทองทศ มากสาคร 6.นางมณีรัตน์ โกธันต์ 7.นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ 8.นายปิยะบุตร พรหมลักขโณ ส่วนใหญ่เป็นแกนนำนปช.ในต่างจังหวัด







