
คสช0.สกัดเกมใต้ดินสยบแรงกระเพื่อม
ครบหนึ่งสัปดาห์แล้วสำหรับการรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ครบหนึ่งสัปดาห์แล้วสำหรับการรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แม้ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาจะไร้เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง แต่เส้นทางนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังอีกยาวไกล
ภารกิจหนักสุดของ คสช. หนีไม่พ้นการปฏิรูปการเมือง ที่จะต้องทำอย่างไรให้เกิดกลไกที่ทุกฝ่ายยอมรับ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้ยืนยันในวันที่รับตำแหน่งหัวหน้า คสช. แล้วว่าจะมีการตั้ง “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” และ “สภาปฏิรูปการเมือง” เพื่อดำเนินการออกพระราชบัญญัติและรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สำหรับเป็นรากฐานของประเทศในระยะยาว
แต่กว่า คสช.จะไปถึงจุดนั้นอย่างที่วาดหวังเอาไว้ หนีไม่พ้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก่อน ซึ่งปัญหาที่ว่านั้น คือ การจัดระเบียบงานด้านความมั่นคง โดยมีพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เลขานุการคสช. เป็นแม่แรง
ในเรื่องนี้นับว่า คสช.ได้ให้ความสำคัญอยู่พอสมควร ด้วยการทำการจัดแถวตั้งแต่ระดับผู้นำองค์กรลงมาจนถึงระดับปฏิบัติการ
ดังจะเห็นได้จากการออกคำสั่งที่ 79/2557 เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ประเดิมย้ายบิ๊กข้าราชการแบบยกเข่ง ได้แก่ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม
ทั้งสามคนที่ถูก คสช.เชือด ล้วนเป็นบุคคลที่มีบทบาทอย่างมากต่อการค้ำเก้าอี้ให้กับ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งดีเอสไอ ที่เป็นกลไกสำคัญของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในการสกัดกั้นความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม
พล.อ.ประยุทธ์ ทราบถึงอิทธิฤทธิ์ของดีเอสไอเป็นอย่างดี มิเช่นนั้นคงไม่ออกปากขอให้ธาริตยุติการฟ้องร้องคดีกลางที่ประชุมร่วมกันของกองทัพกับส่วนราชการเมื่อวันที่ 20 พ.ค. ก่อนการรัฐประหาร
เมื่อ คสช.ได้จัดระเบียบหัวแถวเสร็จแล้วจึงจำเป็นต้องจัดระเบียบคนกลางแถวตามเป็นลำดับ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทย เป็นสองหน่วยงานที่โดนไปเต็มๆ
อย่างในกรณีตำรวจ ปรากฏว่า พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รอง ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบ.ตร. สั่งย้ายนายตำรวจระดับผู้บัญชาการถึง 8 คน นำโดย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และตามมาด้วยคำสั่งย้ายนายตำรวจระดับผู้บังคับการและผู้กำกับการอีก 16 คน
สิ่งที่ พล.ต.อ.วัชรพล ทำนั้นมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากการล้างบางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะที่ผ่านมาตำรวจ คือ ขุมอำนาจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์
เช่นเดียวกับกระทรวงมหาดไทย โดย “วิบูลย์ สงวนพงศ์” ปลัดกระทรวง มีคำสั่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดรวดเดียวถึง 9 คน ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 3 คน ได้แก่ ขอนแก่น เชียงใหม่ และนครราชสีมา และในเร็วๆ นี้ คาดว่ากระทรวงมหาดไทยจะมีการย้ายพ่อเมืองและข้าราชการระดับอธิบดีกรมอีกครั้ง
นอกไปจากการใช้อำนาจด้านบริหารแล้ว คสช.ยังได้นำอำนาจตุลาการในส่วนของทหารอย่าง “ศาลทหาร” มาใช้กับสถานการณ์นี้ด้วย
ระบบศาลทหารที่ คสช.นำมาใช้นั้นได้มีการนำมาประยุกต์อย่างเป็นระบบแบบแผน เห็นได้จากการออกคำสั่ง คสช.ที่ 3738/2557 โดยให้ศาลทหารสามารถนำคดีเกี่ยวกับความผิดทางอาญาที่เป็นอำนาจของศาลยุติธรรมมาพิจารณาได้ เพื่อให้กระบวนการรักษาความมั่นคงมีความเบ็ดเสร็จในตัวของทหารมากขึ้นตั้งแต่การจับกุมไปจนถึงการดำเนินคดี
ทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะเป็นการจัดระเบียบข้าราชการทหาร ตำรวจ และพลเรือนรอบใหญ่มาจนถึงการใช้ระบบศาลทหาร คสช.มีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดการกับกลุ่มหัวรุนแรงและนายทุนที่ให้การสนับสนุนไม่ให้ออกมาต่อต้าน คสช.
แม้ว่าปัจจุบัน คสช.จะได้ออกคำสั่งให้กลุ่มบุคคลที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยมารายงานตัว แต่ปรากฏว่ากลุ่มคนเหล่านั้นยังไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับ คสช.เท่าไหร่นัก ทำให้ คสช.จำเป็นต้องจัดระบบส่วนราชการที่เกี่ยวกับความมั่นคงใหม่ เพื่อให้คนที่ คสช.วางไว้สามารถเข้าไปทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาและชี้เป้าให้กับ คสช. สามารถนำตัวคนที่หลบหนีมาอยู่ในความควบคุมให้ได้
คสช.รู้ดีว่าขณะนี้มีแนวรบต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งบนดินและใต้ดิน ยิ่งหากปล่อยให้กลุ่มหัวรุนแรงเป็นอิสระนานเท่าไหร ก็จะยิ่งให้แนวร่วมต่อต้าน คสช.เติบใหญ่และเข้มแข็งมากขึ้น เพราะกลุ่มต่อต้านได้แสดงพลังให้เห็นแล้วว่ามีศักยภาพพอที่จะระดมคนได้ เห็นได้จากการชุมนุมแบบไม่เกรงใจคำสั่งห้ามของ คสช.ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก่อนหน้านี้
การชุมนุมต่อต้านรัฐประหารที่นับวันเริ่มควบคุมได้ยาก จะเป็นช่องและโอกาสให้มือที่สามฉวยโอกาสเข้ามาสร้างสถานการณ์ได้ง่ายมากขึ้น จึงจำเป็นที่ คสช.ต้องทำทุกทางเพื่อตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นล้ม เพราะในระยะยาวย่อมจะไม่เป็นผลดีต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและสภาที่ คสช.เตรียมจะตั้งขึ้นมา
ตัวอย่างของเมื่อปี 2549 มีให้เห็นมาแล้วจากกรณีที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ให้ความสำคัญกับการรักษาภาพลักษณ์ด้านประชาธิปไตยมากกว่าด้านความมั่นคงเกินไป ปล่อยให้กลุ่มการเมืองสามารถเคลื่อนไหวต่อต้าน คปค.และรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้อย่างเสรี เพราะต้องการสร้างบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยภายใต้การรัฐประหาร
กลายเป็นนาทีทองที่กลุ่มก่อความไม่สงบที่สามารถเข้ามาก่อเหตุระเบิดถึง 8 จุดสำคัญในกรุงเทพมหานคร ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับ ปีใหม่ เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2549 ที่มีผู้เสียชีวิต 3 คน และผู้บาดเจ็บ 38 คน ซึ่งจนถึงทุกวันนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงยังจับมือใครดมไม่ได้
ดังนั้น เวลานี้ คสช.จึงเลือกใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นเพื่อรักษาเสถียรภาพ เพราะยอมให้เหตุการณ์ในอดีตกลับมาเกิดซ้ำในปัจจุบันอีกไม่ได้ แม้ว่าในใจจะทราบดีว่าสิ่งที่ตัวเองทำจะนำมาซึ่งเสียงตำหนิและข้อครหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ตาม







