
รัฐประหารไทย สะเทือน ศก..ทั้งอาเซียน
การเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
การเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงแม้จะเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในของไทย แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเพื่อนบ้านในอาเซียนทั้งแง่บวกและแง่ลบอย่างรุนแรงทีเดียว
โดยประเทศที่ได้รับผลกระทบในแง่ลบนั้น เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการค้าขายชายแดนกับไทยทั้งกัมพูชา ลาว และ พม่า เนื่องจากไทยถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับประเทศเหล่านี้ ในฐานะผู้นำเข้าและผู้ส่งออกรายใหญ่ ซึ่งไทยถือเป็นผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่ให้กับลาวกว่า 66% ของการนำเข้าลาวเลยทีเดียว
การยึดอำนาจเมื่อเย็นวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา จึงส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศทั้งสาม จากการปิดชายแดนในวันแรกของการยึดอำนาจ เห็นได้จากสื่อของประเทศเพื่อนบ้านหลายสำนัก ต่างให้พื้นที่ข่าวการปิดชายแดนของประเทศไทย ถึงแม้ว่าในปัจจุบันกองทัพจะกลับมาเปิดด่านให้มีการค้าขายอีกครั้ง แต่การขนส่งสินค้าก็เป็นไปอย่างเข้มงวดและมีความยุ่งยากเพิ่มขึ้น
“หลังการรัฐประหารเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 22 พ.ค. ด่านการค้าชายแดนใหญ่ๆ ระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างปอยเปต ยังคงเปิดทำการอยู่ แต่ด่านชั่วคราวหลายแห่งได้ปิดทำการ และเจ้าหน้าที่ไทยห้ามชาวกัมพูชาขับรถเข้ามาเติมน้ำมันในประเทศไทย” เว็บไซต์ข่าวกัมพูชาเดลี รายงานเมื่อวันที่ 24 พ.ค.
นอกจากนี้ กัมพูชา ยังมีท่าทีจะได้รับผลกระทบด้านจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากการรัฐประหาร เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวกัมพูชาส่วนใหญ่มักข้ามแดนมาจากฝั่งไทย
“รัฐประหารในไทยย่อมมีผลต่อเศรษฐกิจของกัมพูชา โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวส่วนมากมักข้ามมาจากฝั่งไทยเพื่อมาเที่ยวในกัมพูชา ซึ่งรัฐบาลของหลายประเทศได้เตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางมาเที่ยวในประเทศไทยแล้ว” ทองค้อน รัฐมนตรีการท่องเที่ยวของกัมพูชา ระบุ
ทั้งนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในกัมพูชาไม่ได้เพิ่งลดลงหลังจากทำรัฐประหาร ทว่าปรับตัวลดลงตั้งแต่เริ่มเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงปลายปี 2013 ที่ผ่านมา
โดยข้อมูลจากกระทรวงท่องเที่ยวกัมพูชา เปิดเผยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในกัมพูชาในไตรมาส 1 ที่ผ่านมานั้นเพิ่มขึ้นเพียง 8.2% เท่านั้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ขณะที่นักท่องเที่ยวจากประเทศไทยที่เข้าไปเที่ยวในกัมพูชาก็ลดลงถึง 9.7% เมื่อไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ทั้งนี้คนไทยถือเป็นเพื่อนบ้านในอาเซียนที่เข้าไปเที่ยวในกัมพูชามากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากเวียดนามเท่านั้น
อย่างไรก็ดี แม้วิกฤตการเมืองในไทยจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจพม่า ลาว และกัมพูชา แต่กลับส่งผลดีต่อเศรษฐกิจเพื่อนบ้านทางใต้อย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย
โดย มาเลเซีย ได้รับผลประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากแดนเสือเหลืองกลายเป็นจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวไม่มั่นใจในความปลอดภัยในการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวจากเอเชียด้วยกันเอง เช่น จีน ไต้หวัน และฮ่องกง ที่ค่อนข้างกังวลเรื่องภาวะความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทย
ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวมักใช้เส้นทาง สิงคโปร์มาเลเซียไทย สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในอาเซียน อย่างไรก็ดีสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในไทยส่งผลให้นักท่องเที่ยวที่อยู่ระหว่างท่องเที่ยวในมาเลเซียยกเลิกการเดินทางมาไทยและตัดสินใจยืดเวลาท่องเที่ยวในมาเลเซียต่อ
“มาเลเซียกำลังได้ประโยชน์จากผู้ที่มาท่องเที่ยวระยะยาว และไม่ต้องการไปเที่ยวเมืองไทยต่อ” มีร์ซา โมฮัมเหม็ด ผู้อำนวยการใหญ่การท่องเที่ยวมาเลเซีย กล่าว
กระนั้น หากความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทยยังคงยืดเยื้อต่อไป กลับจะเป็นการบ่อนทำลายการท่องเที่ยวจากมาเลเซียไม่น้อยเช่นกัน เนื่องจากจะเป็นการทำให้เส้นทางสิงคโปร์มาเลเซียไทย ที่เคยเป็นที่นิยมย่อมหมดมนต์เสน่ห์ลงไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ภาวะความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทยคงไม่มีใครได้ประโยชน์ไปกว่า อินโดนีเซีย ผู้จับจ้องโอกาสในการคว้าตำแหน่งฐานการผลิตรถยนต์อันดับ 1 ในอาเซียนแซงหน้าไทย
ทั้งนี้ อินโดนีเซียมีความพยายามในการเชื้อเชิญให้นักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่นเข้าไปลงทุนเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ โดยชูจุดแข็งด้านการเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 1 ในอาเซียน ที่ยังไม่ได้ใช้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมทั้งกำลังซื้อจากชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัวและการเมืองที่มีเสถียรภาพ
ทว่า โครงสร้างพื้นฐานที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลงทุนของแดนอิเหนายังห่างชั้นกับไทยหลายขุม นอกจากนี้ไทยยังมีข้อได้เปรียบด้านที่ตั้ง ซึ่งอยู่ใจกลางของอาเซียน ทำให้ขนส่งสินค้าได้สะดวก ขณะที่อินโดนีเซียมีภูมิประเทศเป็นหมู่เกาะ ทำให้การขนส่งทำได้ลำบากกว่า
แม้ว่าโดยปัจจัยพื้นฐานไทยจะดึงดูดการลงทุนได้ดีกว่าอินโดนีเซีย แต่จากความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซ้ำร้ายไทยยังต้องเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมเมื่อปี 2012 ทำให้นักลงทุนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อกระจายความเสี่ยง
จึงไม่น่าแปลกใจที่อินโดนีเซียจ้องจะตะครุบโอกาสนี้อยู่แล้ว จะหวังหาผลประโยชน์จากความวุ่นวายทางเมืองในไทยขณะนี้
“อินโดนีเซียควรใช้โอกาสที่การเมืองไทยกำลังวุ่นวาย เร่งสร้างการดึงดูดนักลงทุน ก่อนที่นักลงทุนเหล่านั้นจะหันไปตั้งโรงงานที่เวียดนามและฟิลิปปินส์แทน” สุรโย บัมบัง ซูลิสโต ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย กล่าว
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์หลายสำนักยังคงแสดงความเห็นตรงกันว่า การยึดอำนาจของกองทัพในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไทยในระยะสั้นเท่านั้น ทว่าในระยะยาว ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ไทยยังคงรักษาความเป็น ดีทรอยต์แห่งเอเชีย ไว้ได้อย่างแน่นอน
กระนั้นก็ตาม ไทยต้องเอาตัวรอดจากวิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อในครั้งนี้ให้ได้เสียก่อน และต้องกลับสู่ภาวะปกติให้ได้เร็วที่สุด มิฉะนั้นการที่ฐานการผลิตรถยนต์จะย้ายไปอยู่ที่อินโดนีเซียนับว่าไม่ใช่เรื่องเกินความจริงเลย
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในไทย ที่ถือเป็นเบอร์ 2 ทางเศรษฐกิจของอาเซียน จึงเป็นสิ่งที่เพื่อนบ้านกำลังจับตามองอย่างไม่คลาดสายตาเลยทีเดียว







