
โอกาสของประเทศไทยเมื่อฟ้าสีทอง
ในที่สุดก็ดูเหมือนความตึงเครียดทั้งหมดจะคลายตัวลง ซึ่งถ้าถามคนกรุงเทพฯ หรือแม้แต่คนจังหวัดไหนก็ตามที่เข้ามาร่วมขบวนการกับ กปปส. ก็จะตอบเหมือนกันหมดว่ามันโล่ง หลังจากที่ไม่มีทีท่าว่าจะเห็นเสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เอาเลย หรือพูดง่ายๆ ก็คือเจอทางตันเข้าแล้ว ตอนนี้ก็มีการผ่าทางตันกันไปเรียบร้อย แม้ว่าจะยังไม่แน่ว่าจะไปได้ราบรื่นแค่ไหน เพราะดูๆ ก็จะมีความพยายามของกลุ่มอำนาจเก่าที่จะพยายามดึงมวลชนมาต่อต้าน รวมถึงก่อความรุนแรงต่างๆ อยู่ประปราย แต่ก็หวังว่าสิ่งเหล่านี้คงจะค่อยๆ หมดไปในไม่ช้า และหวังว่าจะไม่ไปหลบซ่อนก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำทำการใดๆ ให้ผู้คนล้มตายบาดเจ็บ และเศรษฐกิจพังพาบไปยิ่งกว่านี้ ในเมื่อเป็นคนไทยด้วยกัน ก็หวังจะเห็นแก่ประโยชน์และเศรษฐกิจของประเทศชาติบ้าง
ในที่สุดก็ดูเหมือนความตึงเครียดทั้งหมดจะคลายตัวลง ซึ่งถ้าถามคนกรุงเทพฯ หรือแม้แต่คนจังหวัดไหนก็ตามที่เข้ามาร่วมขบวนการกับ กปปส. ก็จะตอบเหมือนกันหมดว่ามันโล่ง หลังจากที่ไม่มีทีท่าว่าจะเห็นเสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เอาเลย หรือพูดง่ายๆ ก็คือเจอทางตันเข้าแล้ว ตอนนี้ก็มีการผ่าทางตันกันไปเรียบร้อย แม้ว่าจะยังไม่แน่ว่าจะไปได้ราบรื่นแค่ไหน เพราะดูๆ ก็จะมีความพยายามของกลุ่มอำนาจเก่าที่จะพยายามดึงมวลชนมาต่อต้าน รวมถึงก่อความรุนแรงต่างๆ อยู่ประปราย แต่ก็หวังว่าสิ่งเหล่านี้คงจะค่อยๆ หมดไปในไม่ช้า และหวังว่าจะไม่ไปหลบซ่อนก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำทำการใดๆ ให้ผู้คนล้มตายบาดเจ็บ และเศรษฐกิจพังพาบไปยิ่งกว่านี้ ในเมื่อเป็นคนไทยด้วยกัน ก็หวังจะเห็นแก่ประโยชน์และเศรษฐกิจของประเทศชาติบ้าง
ผู้เขียนลองมาประมวลสภาพทางเศรษฐกิจจากสื่อที่เป็นหนังสือต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์และนิตยสารทางด้านเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงก่อนการผ่าทางตัน ปรากฏโดยสรุปอย่างที่เคยพูดไปแล้วว่า เป็นแนวโน้มขาลงเกือบจะทั้งหมด ยกเว้นการส่งออก ตัวอย่างเช่น
ภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ปรับตามฤดูกาลมีการขยายตัวติดลบ อัตราการใช้กำลังการผลิตก็ลดลง ดุลเงินสดรัฐบาลติดลบ
ภาคการเงิน อัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นน้อยมาก รวมถึงปริมาณเงินฝากและสินเชื่อภาคเอกชนด้วย
เงินเฟ้อมีอัตราที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสูงขึ้นระหว่าง 12% ยอดขายต่างๆ โดยเฉพาะรถยนต์ทรงตัวในระยะแรก และกลับลดลง บางยี่ห้อมากกว่า 50% บางยี่ห้อที่เป็นที่นิยมก็ยังลดลงประมาณ 30%
ผลการสำรวจความเชื่อมั่นตกต่ำสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา
การส่งออกน่าจะเป็นหมวดเดียวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม สินค้าในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีผลให้รายได้ในภาคเกษตรติดลบด้วย
ภาพเหล่านี้คงจะย่ำแย่ลงไปอีก หากไม่มีการยุติปัญหาทางการเมืองลงเสีย และยังมีการแย่งชิงอำนาจกันอยู่ โดยรัฐบาลที่บริหารประเทศมัวแต่มุ่งเอาชนะทางการเมืองเท่านั้น หลายฝ่ายจึงรู้สึกโล่งอกเมื่อมีรัฐประหารเกิดขึ้น และยิ่งโล่งมากขึ้น เมื่อเห็นมีการกำหนดนโยบายและให้ทิศทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน เพราะดูเหมือนเรื่องอย่างนี้จะห่างหายไปนานจากรัฐบาลชุดที่แล้ว นอกจากนโยบายประชานิยมแล้ว ก็ไม่เห็นนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นภาพรวมอย่างชัดเจน จึงขอนำนโยบายเศรษฐกิจที่ คสช.แถลงและมีการเวียนกันทาง Social Media (ซึ่งผู้เขียนหวังว่าจะไม่ผิดพลาด) มาลงให้ได้เห็นกันให้ใจชื้น ว่ามีการครอบคลุม 6 ประเด็น ได้แก่
1.คงให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าออกอย่างเสรี
2.ส่งเสริมนโยบายการค้าเสรี และเพิ่มบทบาทของภาคเอกชน ทั้งการค้า การผลิต และบริการ
3.ขจัดอุปสรรคของการค้าระหว่างประเทศ เพื่อรองรับ AEC (ASEAN Economic Community) และการขยายตัวของตลาดโลก
4.ส่งเสริมการลงทุนในประเทศ รวมทั้งการลงทุนของเอกชนไทยในต่างประเทศ
5.การลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ ในโครงการที่เหมาะสมและไม่มีข้อกังขา
6.จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนและที่สำคัญก็คือ เป็นอุดมการณ์ที่จะลดความเหลื่อมล้ำ และขจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น
นโยบายนี้จึงดูไม่ขี้เหร่เลย มีทั้งเรื่องการขจัดอุปสรรคในการส่งออก มีการรีบมาดูเรื่อง AEC ซึ่งใกล้เวลามากแล้ว มีการส่งเสริมเอกชนให้ไปลงทุนในต่างประเทศ แล้วก็ยังมีการใช้จ่ายของรัฐบาลในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วย ที่สำคัญก็คือ ไม่มีการพูดถึงนโยบายประชานิยม ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่านโยบายนี้จะหมดไปจากประเทศไทยตลอดกาล ประชากรของไทยจะได้มีความเข้มแข็งยืนอยู่บนขาของตัวเองได้เสียที
ที่น่าจะขาดหายไปก็คือ เรื่องการส่งเสริมพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก เพราะเพียงขจัดอุปสรรคการส่งออกนั้นยังไม่เพียงพอ หากสินค้าและบริการของไทยไม่ดีจริงก็แข่งไม่ได้ เรื่องของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จึงไม่ได้อยู่แต่ในภาควิชาการและการศึกษา แต่กลับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมการขยายตัวและความสำเร็จทางเศรษฐกิจด้วย หลายๆ ประเทศที่เข้าใจและแข่งขันได้ ไม่ว่าจะเป็นสาธารณรัฐเกาหลี สิงคโปร์ หรือแม้แต่มาเลเซีย ก็ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และถือเป็นปัจจัยหนึ่งในทางเศรษฐกิจ
ผู้เขียนจึงขอฝากให้กับใครก็ตามที่รับผิดชอบกับนโยบายเศรษฐกิจของ คสช. เพื่อโปรดให้ความสำคัญกับเรื่องของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในฐานะเป็นเรื่องหนึ่งทางเศรษฐกิจด้วย เพราะไหนๆ จะทำกันทั้งทีแล้ว ก็ช่วยให้เศรษฐกิจของไทยก้าวกระโดดไปทันชาวบ้านเขาด้วย







