posttoday
ผ่าสัมปทาน (3) ซื้อถูก-ขายแพง?

ผ่าสัมปทาน (3) ซื้อถูก-ขายแพง?

28 พฤษภาคม 2557

มีการสร้างกระแสว่าการให้สัมปทานปิโตรเลียมในปี 2550 เป็นการฉ้อฉลให้บางบริษัทได้ซื้อถูกแล้วไปขายแพง บ้างก็เชื่อมโยงกับการแก้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมในปีเดียวกันด้วย

มีการสร้างกระแสว่าการให้สัมปทานปิโตรเลียมในปี 2550 เป็นการฉ้อฉลให้บางบริษัทได้ซื้อถูกแล้วไปขายแพง บ้างก็เชื่อมโยงกับการแก้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมในปีเดียวกันด้วย

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า พื้นที่สัมปทานแต่ละแบบมีข้อผูกพันอย่างไร? ถือไว้เฉยๆ แล้วขายทำกำไรกันง่ายๆ...จริงหรือ?

1.“พื้นที่สำรวจ” คือ พื้นที่แรกเริ่มที่ได้รับสัมปทานทั้งหมด ซึ่งจะถือครองได้ไม่เกิน 6+3 ปี โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องลงทุนสำรวจตามที่เสนอในการประมูล ใน 3 ปีแรกต้องทำตามแผนที่เสนอ ซึ่งมักต้องมีการเจาะหลุมสำรวจด้วย ในปีที่ 4 ต้องคืนพื้นที่อย่างน้อย 50% แล้วสำรวจต่อตามแผนที่จะตกลงกัน สิ้นปีที่ 6 ต้องคืน 25% สิ้นปีที่ 9 คืนอีก 12.5% หรือที่เหลือทั้งหมดถ้าไม่สามารถผลิตได้

2.“พื้นที่ผลิต” เป็นพื้นที่ซึ่งพบปิโตรเลียมที่สามารถผลิตเชิงพาณิชย์และได้รับอนุมัติแล้ว ทั้งนี้ ต้องมีการลงทุนโครงสร้างและทำการขุดเจาะอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการผลิตที่เพียงพอ

3.“พื้นที่สงวน” คือพื้นที่ซึ่งต่อเนื่องกับพื้นที่ผลิตที่ผู้รับสัมปทานขอสงวนไว้ (5 ปี) โดยต้องจ่าย ตร.กม.ละ 100,000 บาท เช่นถ้า 100 ตร.กม.ก็ 10 ล้านบาท ซึ่งขอคืนได้เท่ากับที่ลงทุนสำรวจจริง

ณ 1 ม.ค. 2557 พื้นที่สัมปทานในมือเอกชนมี 104,900 ตร.กม. 72% เป็นพื้นที่สำรวจ 17% พื้นที่ผลิต 11% พื้นที่สงวน

พื้นที่สำรวจแต่ละแปลงที่ผู้รับสัมปทานได้จะหดลงเรื่อยๆ เป็นทั้งแรงจูงใจให้ค้นหาปิโตรเลียมเร็วๆ และเปิดโอกาสให้รัฐนำพื้นที่ที่คืนแล้วมาออกสัมปทานรอบใหม่ได้ เพราะผู้รับสัมปทานรายใหม่อาจมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทำให้ค้นพบหรือผลิตได้ ทั้งนี้ รัฐจะได้รับข้อมูลการสำรวจจากผู้รับสัมปทานทุกรายไว้วิเคราะห์ต่อไปโดยไม่ต้องลงทุน

โดยทั่วไปแผนงานสำรวจ 3 ปีแรกจะมีการค้ำประกันโดยธนาคาร ถ้าใครไม่ลงทุนจริงจะถูกริบเงิน แม้หลังจากนั้นไม่ค้ำประกัน แต่ผู้ลงทุนมี Sunk Cost ถ้าไม่ถอดใจคืนพื้นที่ไปแล้ว ก็ย่อมมีแรงจูงใจที่จะลงทุนต่อเพื่อให้คืนทุนทำกำไร ถ้าจะต่อหลัง 6 ปี อย่างน้อยต้องเจาะหลุมสำรวจ 1 หลุมซึ่งลงทุนสูง ผู้รับสัมปทานอาจเลือกคืนพื้นที่หมด

เนื่องจากการสำรวจปิโตรเลียมเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง มักต้องมี Portfolio หลายโครงการเพื่อกระจายความเสี่ยง การลงทุนที่เกิดจริงอาจจะมากเกินกว่าแผน กรณีที่สำรวจแล้วยังไม่พบ แต่ก็ได้ข้อมูลที่บ่งชี้ว่ามีโอกาสพบสูงขึ้นก็จะน่าลงทุนต่อ เพราะหากล้มเลิกจะเสียโอกาส แต่จะเดินหน้าต่อก็ต้องการเงินทุนอีกมาก ธนาคารก็มักไม่ปล่อยกู้

จึงเป็นเรื่องปกติที่ผู้รับสัมปทานจะหาผู้อื่นมาร่วมทุนแบ่งภาระความเสี่ยง หรือขายโครงการให้ผู้อื่นที่มีทุนและศักยภาพที่จะพัฒนาพื้นที่นั้นๆ ได้ดีกว่าตน

ซื้อถูก? เนื่องจากการให้สัมปทานใช้วิธีประมูลที่โปร่งใส (ดูบทความภาค 1) ผู้รับสัมปทานจะ “ซื้อถูก” ได้ก็ต่อเมื่อแปลงที่ประมูลนั้นไม่ค่อยน่าสนใจ จึงไม่ค่อยมีการแข่งขัน ไม่ต้องเสนอการลงทุนสูงนัก แต่ต้องสูงถึงขั้นต่ำที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งนี้ โอกาสที่จะพบและผลิตเชิงพาณิชย์ในแปลงนี้ก็น้อยด้วย

ขายแพง? – จะขายได้ “กำไร” มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับผลการสำรวจที่ได้ทำไปแล้วว่าน่าจะพบปิโตรเลียมชนิดใดในปริมาณขนาดไหน เทียบแนวโน้มราคาตลาด หากเป็นก๊าซจะมีวิธีขายได้อย่างไร

ถ้าผลสำรวจแววดีมูลค่าของโครงการย่อมสูงขึ้น สามารถดึงดูดผู้ร่วมทุนหรือผู้ชื้อได้ ดึงดูดได้มากก็มีโอกาสทำกำไรดี แม้จะยังไม่พบปิโตรเลียม ทั้งนี้ กำไรจะมากหากขายเมื่อพบปิโตรเลียมที่สามารถผลิตเชิงพาณิชย์ได้แล้ว เพราะความเสี่ยงจะลดลงมากแม้ยังต้องลงทุนเพิ่มเพื่อพัฒนาการผลิตก็ตาม

แต่ถ้าแววไม่ดี แม้อยากขายทิ้งก็จะหาคนซื้อไม่ได้ ต้องม้วนเสื่อขาดทุนกลับไป

โดยธรรมชาติของธุรกิจสำรวจปิโตรเลียม ถ้าความเสี่ยงสูงผลตอบแทนย่อมสูงด้วย...แต่ต้องประสบความสำเร็จจึงได้ผลตอบแทนนั้น (High Risk High Return)

ในสัมปทานรอบ 20 ปี 2550 มีการให้พื้นที่รวม 100,587 ตร.กม. คิดเป็น 43% ของพื้นที่ที่เปิดประมูล (เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของรอบ 19 จึงไม่ใช่รอบใหญ่ที่สุดอย่างที่มีการกล่าวอ้าง) มีการลงทุนไปแล้ว 13,400 ล้านบาท แต่ ณ วันนี้ที่ค้นพบเชิงพาณิชย์มีเพียง 122 ตร.กม. หรือ 0.1% และมีการคืนพื้นที่ไปแล้ว 60%

กลุ่มเพิร์ลออยล์ที่ประมูลได้ 5 แปลง ในรอบ 20 รวมพื้นที่ 14,829 ตร.กม. (15% ของทั้งหมด ไม่ใช่ส่วนใหญ่อย่างที่โจษกัน) เขาขายต่อให้บริษัท คาร์นาวอน 2 แปลง ก่อนที่จะขายกิจการให้บริษัท มูบาดาลา ปัจจุบันทั้ง 5 แปลงถูกคืนหมดแล้วเพราะไม่ประสบผลสำเร็จ มูบาดาลาอาจจะขาดทุนในแปลงเหล่านี้ แต่ยังพอมีโอกาสเพราะ Portfolio เมืองไทยยังเหลือพื้นที่ครบ 3 แบบจากสัมปทานรอบเก่าๆ (ก่อนการแก้ พ.ร.บ.ปี 2550)

ผู้รับสัมปทานที่ชนะประมูลทุกรายจะถูกบังคับให้ลงทุนสำรวจจริงๆ ผลอาจจะขาดทุน ถึงแม้มีการขายต่อผู้ซื้อก็อาจจะขาดทุนได้เช่นกัน ใครยิ่งถือพื้นที่มากก็ยิ่งต้องลงทุนมาก ซื้อถูกขายแพงเป็นธรรมชาติของธุรกิจนี้ แต่เป็นส่วนน้อย

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว