
แรงต้านรัฐประหารเปราะบาง...ไม่ราบรื่น
พลันที่ตัดสินใจยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล ภาระหนักอึ้งก็ตกบนบ่าของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก
โดย...ทีมข่าวการเมือง
พลันที่ตัดสินใจยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล ภาระหนักอึ้งก็ตกบนบ่าของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติทันที
แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะมั่นใจหนักหนาว่า ทหารจะสามารถควบคุมการชุมนุมของมวลชนกลุ่มต้านรัฐประหารได้ จนถึงกับประกาศกร้าวว่า “อย่ารบกับทหาร ไม่มีทางชนะ” แต่ 4 วัน หลังการยึดอำนาจ แนวร่วมกลุ่มต้านรัฐประหารกลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วประเทศ
วิธีการตอบโต้ของ คสช. คือการสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว ให้ปกคลุมในมวลชนฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะด้วยการจับกุมแกนนำ จับกุมผู้ชุมนุม และใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธครบมือเป็นหน่วยควบคุมฝูงชน รวมถึงมาตรการล่าสุดคือการให้ผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 37
แต่ความกลัวดูเหมือนจะไม่ส่งผลอะไรกับผู้ชุมนุม เพราะไม่ว่าจะที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สี่แยกราชประสงค์ หน้าหอศิลป์กรุงเทพมหานคร หรือที่ จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น เชียงราย อุดรธานี ผู้ชุมนุมที่ใจตรงกันมารวมตัวโดยไม่มีแกนนำ จากวันแรกที่มีเพียงหลักสิบ เพิ่มเป็นหลักร้อย และหลักพันตามลำดับ
น่าสนใจว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากไม่ใช่คนเสื้อแดงเดิม แต่เป็นคนกลุ่มใหม่ ที่มีทั้งนักศึกษาและชนชั้นกลางที่มองเห็นความไม่เป็นธรรมจากการผูกอำนาจไว้ที่ทหารโดยคนไม่กี่คน ส่วนคนเสื้อแดงนั้นเข้าร่วมแน่นอน เพราะจุดยืนตรงกัน
แม้วันนี้จะยังไม่สามารถเทียบกับผู้ชุมนุม กปปส. หรือ นปช.ได้ แต่แนวโน้มมีสิทธิเพิ่มขึ้นเป็นดอกเห็ด เมื่อนำไปรวมกับการออกคำสั่งที่เพิ่มความกลัวมากขึ้น ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยย่อมอยากเดินออกนอกบ้านเพื่อรับรู้ว่าความจริงที่เกิดขึ้นคืออะไร
ยิ่งในวันที่ นปช.ซึ่งเป็นแนวร่วมต่อต้านรัฐประหารเดิม มีสถานะไร้แกนนำ การเคลื่อนไหวของมวลชนย่อมมีความเสี่ยงที่จะไร้ทิศทางมากขึ้น และหากถูกกลไกทหารกดดันการเคลื่อนไหวมากขึ้น ก็มีความเสี่ยงที่แนวร่วมจะลงไปเติบโตใต้ดิน ขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น ทั้งในพื้นที่ของคนเสื้อแดงเดิมและพื้นที่ใหม่ๆ
แน่นอนว่าการทำรัฐประหารนั้น ภาพย่อมเป็นลบต่อทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ เพราะความหมายคือการยึดอำนาจและสิทธิเสรีภาพทั้งหมดที่ประชาชนควรมีไปอยู่กับกลุ่ม คสช.
แม้ประกาศ คสช.จะพยายามบอกว่าสามารถควบคุมสื่อสารมวลชนได้ รวมถึงได้สั่งปิดเคเบิลทีวีที่ปลุกปั่นยั่วยุทางการเมืองไปแล้วถึง 14 ช่อง แต่ช่องทางการสื่อสารผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทำให้เคเบิลทีวีเหล่านี้หมดความหมาย
บทเรียนในตะวันออกกลางนั้นมีอยู่แล้วว่าการยิ่งปิดสื่อมวลชนนั้น แนวร่วมผู้ชุมนุมจะเลือกใช้โซเชียลมีเดียเป็นตัวกลางสำคัญในการออกมาบนท้องถนน
หากวิธีการสู่อำนาจยากแล้ว แต่วิธีการรักษาอำนาจกลับยากกว่า สงครามหลังจากนี้จะเป็นความท้าทายใหม่ที่ผู้มีอำนาจกำลังเผชิญหน้า และจะกลายเป็นไฟลามทุ่งจน พล.อ.ประยุทธ์ คาดไม่ถึง
เพราะวันนี้สหรัฐอเมริกาเริ่มมีท่าทีลดการสนับสนุน คสช.แล้ว เช่นเดียวกับสหภาพยุโรปที่ขอให้ไทยกลับสู่กระบวนการประชาธิปไตยโดยเร็ว ส่วนอีกหลายประเทศทั่วโลกก็ประณามผู้นำไทยอย่างรุนแรง
ทางเลือกที่ คสช.เหลืออยู่ขณะนี้ หนีไม่พ้นการผ่อนปรนกฎเกณฑ์ โดยต้องปล่อยผู้ชุมนุม และแกนนำทุกคน ทุกกรณี เพราะแม้จะมีกฎอัยการศึกครอบไม่ให้มีการชุมนุมไว้ แต่สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ควรได้รับความคุ้มครองจากผู้มีอำนาจรัฐไม่ว่ากรณีใดๆ โดยหากยังปล่อยให้มีการดำเนินคดีด้วยศาลทหาร จะยิ่งกระทบกับความน่าเชื่อถือของ คสช.เอง ไม่ว่าจะต่อประชาชนไทยหรือต่อสังคมโลก
เช่นเดียวกัน สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ คสช.ของบุคคลทั่วไป ไม่ว่าจะผ่านสื่อสารมวลชน หรือในโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นควรได้รับการปกป้องมากกว่าที่จะถูกจับตามอง หรือข่มขู่ว่าจะดำเนินคดี
นอกจากนี้ คสช.จะต้องเร่งวางกรอบการปฏิรูปโครงสร้างการเมือง รวมถึงเส้นทางที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งว่าประชาชนจะได้เห็นกระบวนการอะไรบ้าง โดย พล.อ.ประยุทธ์ ต้องให้คำสัตย์กับประชาชนให้ได้ว่าจะคืนอำนาจให้ภายในระยะเวลาเท่าใด ซึ่งด้วยแรงกดดันจากทุกฝ่ายและความขัดแย้งที่จะทวีคูณมากขึ้นขณะนี้ รัฐบาลจากคณะ คสช.อาจมีเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 1 ปี ในการปฏิรูปโครงสร้างการเมือง อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ วาดหวัง
เพราะหากปล่อยให้อึมครึมเช่นนี้ต่อไป ก็จะยิ่งเพิ่มแนวร่วมฝ่ายต้านรัฐประหารให้มากขึ้น และทำให้ประเทศกลับสู่สภาวะเดิมคือการชุมนุมประท้วงแบบปลายเปิด ไร้คำตอบ และไร้ทางออกว่าสุดท้าย ประเทศจะเดินไปทางไหน
ดังที่ พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ ระบุว่า รัฐประหารแม้อาจเป็นสิ่งจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ก็มิใช่สิ่งที่ถูกต้อง
“รัฐประหารอาจยุติปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ได้ เช่น ความวุ่นวายในบ้านเมืองจนเกือบเป็นอนาธิปไตยและใกล้นองเลือด รวมถึงนโยบายที่ก่อปัญหาแก่ประเทศ การทุจริตและใช้อำนาจในทางมิชอบของนักการเมืองจำนวนไม่น้อย ฯลฯ แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหม่ๆ ที่จะตามมาอีกมากมาย ซึ่งอาจรุนแรงกว่าปัญหาเดิม ใช่แต่เท่านั้นปัญหาเดิมก็อาจผุดขึ้นมาใหม่ กลายเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างชั่วคราวเท่านั้น ดังที่เกิดขึ้นกับรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่า”
ที่สุดแล้วความหวังที่จะรัฐประหารเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ จะกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ให้ความขัดแย้งซึมลึก ยาวนานมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







