
โลกตื่น รัฐประหารหวั่นการเมืองไทยไม่จบ!
รัฐประหารไทยสะเทือนโลก สื่อต่างชาติต่างประโคมเป็นข่าวหลัก ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก
ทีมข่าวต่างประเทศ
รัฐประหารไทยสะเทือนโลก สื่อต่างชาติต่างประโคมเป็นข่าวหลัก ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ประกาศควบคุมอำนาจการปกครองประเทศตั้งแต่ 22 พ.ค. เวลา 16.30 น. พร้อมจัดตั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อดูแลความสงบภายในประเทศ
เวปไซต์ข่าวซีเอ็นเอ็นถึงกับขึ้นข่าวการรัฐประหารในหน้าเว็บไซต์หลักว่า “ทหารไทย : รัฐประหาร” พร้อมกับรายงานถึงถ้อยแถลงของผู้นำเหล่าทัพไทย ระบุว่า ได้ควบคุมอำนาจรัฐบาล โดยการทำรัฐประหารแล้ว ภายหลังจากที่คู่ขัดแย้งไม่สามารถหาข้อตกลงที่เหมาะสมร่วมกันได้ โดยความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกได้เพียง 2 วันเมื่อวันที่ 20 พ.ค. เวลา 03.00 น. แม้ในครั้งนั้นทางกองทัพยืนยันว่า ไม่ใช่การรัฐประหาร ทว่า ตอนนี้ทหารมีอำนาจโดยสมบูรณ์แล้ว
ซีเอ็นเอ็นยังได้รายงานเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การเจรจาที่เกิดขึ้นระหว่างทุกฝ่ายไม่เป็นผล โดยในวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา มีการประชุมกันเป็นวันที่สอง เพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตทางการเมืองของประเทศ
สื่อดังของสหรัฐระบุว่า ในการเจรจาในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นว่า นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีควรลาออก แต่กระนั้น นิวัฒน์ธำรง ก็ยังยืนยันว่าจะไม่ลาออก เนื่องจากเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย
รายงานยังอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิด นิวัฒน์ธำรง ที่เปิดเผยกับซีเอ็นเอ็นว่า การประกาศกฎอัยการศึกของกองทัพตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 พ.ค.นั้น เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นเพียงด้านเดียว และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าเป็นการทำรัฐประหารแล้วครึ่งหนึ่ง
ขณะเดียวกันทางด้านสำนักข่าวบีบีซี ของอังกฤษ ได้รายงานถึงสถานการณ์ร้อนนี้เช่นกันโดยอ้างถึงถ้อยแถลงการณ์ของผู้นำเหล่าทัพไทยว่า ทหารจะเป็นผู้เข้ามาฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยและแสดงบทบาทในฐานะผู้ปฏิรูปการเมืองไทยต่อจากนี้
โจนาห์ ฟิชเชอร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำกรุงเทพฯ รายงานด้วยว่า ประชาชนไทยส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า กลุ่มเสื้อแดงอาจจะมีการเคลื่อนไหวหลังจากนี้ และมีความวิตกกังวลว่าอาจจะเกิดการเผชิญหน้าขึ้น
ทางด้าน สำนักข่าวรอยเตอร์ส ได้รายงานอ้างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพไทย ระบุว่า ทางกองทัพ ได้เคลื่อนกองกำลังและรถถังเพื่อให้ผู้ประท้วงออกจากพื้นที่ชุมนุมในทันที อย่างไรก็ตามทางแกนนำกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลหรือกลุ่มเสื้อแดง ยังคงประกาศเดินหน้าประท้วงต่อไป ท่ามกลางการรายงานข่าวโดยอ้างจากกลุ่มเสื้อแดงว่า ได้ยินเสียงคล้ายปืนใกล้จุดชุมนุมและทหารได้จับกุมตัวแกนนำแล้ว
ส่วนสำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานมุ่งไปที่ประเด็นผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร ระบุว่า การทำรัฐประหารครั้งล่าสุดนี้ ทำให้ไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกคว่ำบาตรจากนานาประเทศ และอาจจะทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยที่กินเวลามานานเกือบ 10 ปียืดเยื้อออกไปอีก
บลูมเบิร์กอ้างความเห็นของ ไมเคิล มอนเตซาโน นักวิจัยประจำสถาบันอาเซียนศึกษาในสิงคโปร์ แสดงความเห็นว่า ท่าทีของกองทัพครั้งนี้ อาจนำไปสู่ความวุ่นวายครั้งใหญ่หลังจากนี้ไปก็ได้
“สิ่งที่เราเห็นมาตลอด 6 เดือนที่มีการประท้วงคือกองทัพหลีกเลี่ยงเข้าแทรกแซงปัญหาทางการเมือง เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดเหตุวุ่นวายเหมือนครั้งที่เกิดเหตุประท้วงเมื่อปี 25492550 แต่ขณะนี้ กองทัพกำลังทำให้ความวุ่นวายยืดเยื้อ โดยเราต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า กองทัพจะดำเนินการจัดการอย่างไรเพื่อไม่ให้ประเทศต้องเผชิญปัญหาเดียวกับเมื่อปี 2549” มอนเตซาโน ระบุ
ด้าน มาร์ค วิลเลียม หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ในกรุงลอนดอน ของอังกฤษ ให้ความเห็นผ่านบลูมเบิร์ก ว่า การทำรัฐประหารดูเหมือนว่าจะไม่ทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน และการเข้ายึดอำนาจของกองทัพก็ไม่ได้ช่วยฟื้นความมั่นใจของไทยในสายตาของนักลงทุน และนักท่องเที่ยวแต่อย่างใด
สื่อต่างประเทศหลายสำนัก ยังรายงานถึงผลกระทบของการทำรัฐประหารที่มีต่อเศรษฐกิจไทยอีกด้วยว่า ภายหลังจากการประกาศรัฐประหาร ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงอีก 0.3% ทันทีอยู่ที่ 32.563 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการร่วงลงมากที่สุดในรอบ 2 อาทิตย์
บลูมเบิร์กรายงานอ้างนักวิเคราะห์จากเครดิต อะกริกอล คอร์ปอเรทแอนด์ อินเวสเมนท์แบงก์ (ซีไอบี) และธนาคารคอมมอนเวลธ์ แบงก์ ออฟ ออสเตรเลีย คาดการณ์ว่า ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าลงแตะ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติต่างพากันถอนทุนออกจากสินทรัพย์ไทย ขณะที่ทางธนาคารมิซูโฮของญี่ปุ่น ยังคาดการณ์ว่าค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ 33.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐทีเดียว
“การรัฐประหารนั้นไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย และค่าเงินบาทที่ลดลงก็เป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน” วิษณุ วาราธาน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารมิซูโฮะ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ทางด้าน เว็บไซต์บิสสิเนส อินไซเดอร์ เปิดเผยบทวิเคราะห์โดยใช้หัวเรื่องว่า “เพราะเหตุใดรัฐประหารไทย ถึงไม่กระทบตลาด” โดยอธิบายว่า การประกาศยึดอำนาจของกองทัพไทย จะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดทุนไทยอย่างรุนแรงตามที่หลายฝ่ายกังวล โดยให้เหตุผล 2 ประการ คือ 1.ไทยตกอยู่ในความวุ่นวายมานานหลายเดือนแล้ว จนกระทั่งมีผู้เสียชีวิตถึง 28 คน และ 2.ไทยคุ้นเคยกับรัฐประหารบ่อยครั้งนับตั้งแต่ปี 1932 แล้ว
รายงานอ้างความเห็นของ เดเรค บลูมฟิลด์ จากธนาคารดอยช์แบงก์ มองว่า การแทรกแซงของทหารครั้งนี้ ส่งผลให้ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นลดลงทันที และช่วยลดความเสี่ยงจากกลุ่มผู้ประท้วงทุกกลุ่มที่อาจสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้เกิดขึ้นได้
“เรากำลังเดินทางใกล้ถึงจุดจบของวิกฤตทางการเมืองแล้ว โดยตลาดหุ้นอาจจะปรับตัวลงอย่างรุนแรง เนื่องจาก มีความเสี่ยงทางการเมืองที่มากขึ้น ทว่า จังหวะนี้ควรจะเป็นโอกาสที่จะเริ่มเข้าซื้อในจุดที่ใกล้จุดต่ำที่สุด” อลัน ริชาร์ดสัน ผู้จัดการกองทุนซัมซุงอาเซียน อีควิตี้ ประจำเกาะฮ่องกง ระบุ







