
นายกสมาคมบลจ.ประเมินผลกระทบหลังพฤษภาเพลิง
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนหลัง 19 พ.ค.53
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนหลัง 19 พ.ค.53
โดย วรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. บัวหลวง
1. สิ่งที่ที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร
-ภาคการส่งออก
ที่ผ่านมาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เพราะตลาดส่งออกต่างประเทศโดยรวมที่ผ่านมาถึงจะยังดีอยู่ แม้ว่ากลุ่มประเทศยุโรปกำลังมีปัญหาแต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะมีจำกัด เพราะกลุ่มประเทศยุโรปส่วนใหญ่จะค้าขายในกลุ่มเดียวกัน และไทยส่งออกไปกลุ่มประเทศยุโรปกับ PIGS ในสัดส่วน 15-20 % และ 1.0% ตามลำดับ
แต่เหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่ม นปช ก็เริ่มทำให้เกิดความไม่มั่นใจในผู้สั่งซื้อสินค้าจากประเทศไทย โดยเฉพาะตั้งแต่ 10 เมษายน 2553 ที่มีการต่อสู้ที่คอกวัวจนเกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่าย คนที่สั่งซื้อสินค้าจากไทยก็เริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าเราจะสามารถส่งสินค้าออกไปให้เขาได้หรือไม่หากเหตุการณ์ลามไปเรื่อยๆ เขาต้องมั่นใจว่าเราจะส่งสินค้าไปให้เขาได้ถูกต้องตามสั่งและตรงเวลา เมื่อไม่มั่นใจ เขาก็เริ่มไปสั่งจากที่อื่นเพื่อลดความเสี่ยง แล้วเหตุการณ์ “พฤษภาเพลิง” ก็เกิด ขึ้นในวันที่ 19 พค 53 โดยมีความรุนแรงในระดับขั้นก่อการร้ายเพราะมีการทำวินาศกรรมอย่างรุนแรงใน กทม มีการใช้อาวุธสงครามฆ่าคนในใจกลางเมือง มีการวางเพลิงในแบบที่ช็อคกันทั้งประเทศ ก็เชื่อว่าหากต่างชาติที่เป็นคู่ค้าของไทยสามารถสั่งของจากประเทศอื่นได้ เขาคงจะไม่ยอมรับความเสี่ยงจากไทยไปพักใหญ่ และก็ทราบมาว่าตอนนี้หลายแห่งไม่มีออร์เด้อร์ใหม่ไปจนถึงสิ้นปีนี้เลย จึงคาดว่าภาคการส่งออกจะกระทบ
- ภาคการท่องเที่ยว
ประเทศไทยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในสัดส่วนสูงถึง 8% ของ GDP และยังมีปริมาณการจ้างงานในภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวนั้นคิดเป็นสัดส่วนถึงราว 1 ใน 5 ของแรง งานทั้งหมด ซึ่งตั้งแต่สิ้นปีก่อน ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศเราดีขึ้นมาโดยตลอด
แต่เหตุการณ์ “พฤษภาเพลิง” ที่เกิดขึ้น ได้ทำลายการท่องเที่ยวของเราจนย่อยยับไปแล้ว การฟื้นตัวในช่วงสั้นจะทำได้ลำบาก อาจจะไม่ทันฤดูกาลท่องเที่ยวในปลายปีนี้แล้ว อีกทั้งช่วงไตรมาส 2-3 เป็นช่วง low seasonal ด้วย ตรงนี้กระทบเศรษฐกิจมาก และกระทบเต็มๆ เพราะรายได้แทบจะทั้งหมดจะตกอยู่กับไทยในทุกชนชั้น เช่น สายการบิน โรงแรม โฮมสเตย์เล็กๆ ร้านค้าท้องถิ่น หมอนวดไทย ไกด์ พนักงานบริการแม่บ้านโรงแรม ฯลฯ ไม่เหมือนการส่งออกซึ่งรายได้ไม่ได้เกิดต่อคนไทยเต็มๆ รัฐอาจจะต้องออกแพ็กเกจพิเศษเพื่อจูงใจคนให้มาท่องเที่ยวไทยให้ได้ผลจริงๆ บางทีน่าจะออกแพ็กเกจที่ฉีกแนวคนอื่น ที่หาดูที่ไหนไม่ได้ เช่น
"ครั้งหนึ่งในชีวิต เรียลลิตี้เที่ยวเมืองไทยได้อะไรมากกว่าที่คิด"City Tour พาชมถนนสายธุรกิจการเงินที่เต็มไปด้วยกองกำลังพร้อมรถพยาบาล หาดูที่ไหนไม่ได้อีกแล้วในทวีปเอเชีย สูดโอโซนบริสุทธิ์ผลิตจากยางรถรมควัน เยี่ยมชมให้กำลังใจพ่อใจเพ็ชรเอาลูก 3-4 ขวบโผล่หน้าท้าทายลูกกระสุน ดูภูมิปัญญาท้องถิ่นผลิตบั้งไฟพิฆาต ลูกแก้ว ตะปู หัวน้อตเหินฟ้า พิเศษดีดโดนหัวใครได้รางวัลแจ๊คพอตให้กลับมาพักฟรี 3 คืน และช่วงโปรโมชั่นอะเมซิ่งไทยแลนด์ แถม M79 ทุกที่นั่ง มาเป็นกลุ่มเกิน 6 คนพาไปช้อปปิ้งพร้อมดูแสง เสียง ท่ามกลางเปลวเพลิงอันอบอุ่นที่ศูนย์การค้าชั้นนำ
-ภาคการบริโภค
จากที่กระเตื้องขึ้นมามากนั้น เมื่อมีการปิดศูนย์การค้าและโรงแรมหลักในย่านราชประสงค์เพื่อปักหลักชุมนุม กิจกรรมเดินทางไปจับจ่ายใช้สอยในย่านนั้นรวมถึงประตูน้ำก็ชะลอตัวลงมาตาม ลำดับ สะท้อนจากตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันในปีก่อนเป็นเดือนที่ 3 และต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าการบริโภคภาคเอกชนซึ่งมีสัดส่วนราว 55%ของ GDP มีแนวโน้มเพิ่มช้าลงตั้งแต่ไตรมาสสองของปีนี้ และในที่สุดก็จะกระทบต่อรายได้ พอมาเจอเหตุการณ์ “พฤษภาเพลิง” ยิ่งต้องปิดไปหลายแห่ง บางที่ก็ปิดตายไปเลย อาจถึงขนาดรอทุบทิ้งเพราะเสียหายมหาศาล แม้ในช่วงสั้นๆ คนจะแห่ไปกักตุนอาหารทำให้บะหมี่สำเร็จรูปและปลากระป๋องจะขายดีจนขาดตลาด แต่คนจะตกงานกันมากขึ้นทั้งเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ กลาง เล็ก รวมถึงลูกจ้างจะเดือดร้อนกันทั่วหน้า จะขาดรายได้ ไม่มีเงินไปจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค ซึ่งรัฐก็ต้องเข้าไปดูแล ภาคการเงินก็คงช่วยผ่อนผันความเดือดร้อนของลูกค้าเท่าที่จะทำได้เพื่อเกื้อกูลกันให้ผ่านพ้นวิกฤติของชาติไปให้ได้
อย่างไรก็ตาม ถ้าสถานการณ์คลี่คลายได้เร็ว ในที่สุดก็จะกลับมาดีขึ้น คนที่ยังพอมีเงินและต้องการจับจ่ายใช้สอยก็จะออกไปใช้เงิน หลายคนที่ไม่ได้ช้อปปิ้งมานานมาก อั้นไม่ไหวหรอก หากมีอะไรดึงดูดใจดีๆ ออกมาก็น่าจะ ผ่านไปได้ ทั้งนี้ ย่อมขึ้นกับ มาตรการช่วยเหลือ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นต่อทั้งผู้บริโภค และผู้ประกอบการ ด้วย
-การลงทุนในประเทศ (Foreign Direct Investment _ FDI)
แม้ว่าตัวเลขทั้งโครงการลงทุนยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนและเงินลงทุนจากต่างประเทศใน ไตรมาสแรกของปีจะปรับตัวดีขึ้น แต่ก็เริ่มชะลอตัวลงในเดือน เม.ษ. ทั้งนี้ โครงการลงทุนจริงที่ดีขึ้นมานั้นมันดีเฉพาะส่วนที่เป็นการลงทุนเพื่อการส่งออกมากกว่าการลงทุนในประเทศ ซึ่งดูจากตัวเลขดัชนีเพื่อการผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ที่ยังดีอยู่ อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ที่ทำให้แบงค์ชาติปรับประมาณการ GDP ให้สูงขึ้น แต่ถ้าสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันยืดเยื้อ หรือคนเชื่อว่าจะยืดเยื้อ ก็จะส่งผลต่อต่างชาติที่จะมาลง ทุนในประเทศ (Foreign Direct Investment _ FDI) เพราะเขาจะมองว่าประเทศไทยไม่ปลอดภัยอีกแล้ว สังคมไทยไม่มีใครเคารพกฎหมาย เสียภาพลักษณ์ในเวทีโลก ทำให้ไม่กล้าตัดสินใจเข้ามาลงทุนไทยโดยเฉพาะการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่
-สถานะการคลังของรัฐบาล
แม้ว่าปัญหาความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองจะทำให้ความร่วมมือของหน่วยงานราชการอาจ จะลดลง ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณจะยิ่งล่าช้าออกไป อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีของกรมศุลกากรใน ช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 จัดเก็บได้เกินกว่าเป้าหมาย 6 พันล้านบาท ทำให้ยังพอมี room ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง นอกจากนั้น หนี้สาธารณะในระดับประมาณ 42% ของ GDP ทำให้การดำเนินนโยบายการคลังไม่น่าห่วงมาก
-อัตราดอกเบี้ย
ผลของการจราจลในประเทศ การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศยุโรป และมาตรการที่เข้ม งวดของจีนต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ น่าจะทำให้การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเราช้ากว่าที่คาดกันไว้
-Credit rating
Moody’s กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit rating) ของเรา แม้ว่าสถานะการเงินของไทยยังเข้มแข็งดีอยู่ แต่ความยืดเยื้อของการชุมนุมผนวกกับความรุนแรงของการก่อการร้ายกำลังส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลและความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งถ้าปรับลด อันดับลงก็จะทำให้ต้นทุนในการกู้ยืมของประเทศสูงขึ้นไปตามความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป และยังกระทบต่อ Credit rating ของกลุ่มธนาคารอีกด้วย
-ผลกระทบต่อ กทม.
ข้อมูลจากสภาพัฒน์ ปี 2551 ระบุว่า กทม. มีมูลค่าของผลิตภัณฑ์จังหวัด (Gross provincial product : GPP ) จำนวน 2.29 ล้านล้านบาท หรือ 25.2% ของ GDP ของประเทศ และภาคบริการหมวดโรงแรม/ภัตตาคาร ใน กทม. มีสัดส่วนสูงถึง 11.9% ของ GPP กทม. ความรุนแรงของเหตุการณ์นี้จึงจะมีผลกระทบโดยตรงต่อภาคบริการเป็นหลัก
2.จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนอย่างไร โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ
มันไม่สามารถทำสำเร็จในช่วงสั้นๆ เราต้องใช้เวลาในการให้เขาเห็นจริงๆ ว่าจบแล้ว และจะไม่มีขบวนการใต้ดิน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนโยนหินก้อนใหญ่ๆ ลงน้ำโดยที่ตรงศูนย์กลางจะรุนแรงที่สุดคือ กทม และจะขยายออกไปรอบนอกที่ต่างจังหวัดในระดับที่มีความรุนแรงลดลงไป ในที่สุดก็จะสงบลง หากสามารถแยกเรื่องปัญหาของคนจน ปัญหาของการเมือง ปัญหาของกองทัพ ออกไป แล้วให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นในสังคม ในทุกชนชั้น อย่าให้การเมืองมาทำให้เขว อย่าไว้ใจให้นักการเมืองทำหน้าที่แทนเราทุกเรื่องซึ่งก็พิสูจน์มา 78 ปีแล้วแต่คนจนก็ยังจนอยู่ และจนลงไปเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะการแบ่งสรรเรื่องทรัพยากรไม่เท่าเทียมกัน การเข้าถึงทุนไม่เท่าเทียมกัน ชาวนาคือเจ้าของกิจการที่ขาดเงินทุน เราก็ให้เงินทุนบวกความรู้และแหล่งขายสินค้า และต้องระวังเรื่องอาวุธสงครามที่กระจายออกไปแล้วตอนเขาเผาเมืองเพื่อพรางตัวหนี ต้องจัดการกับผู้ก่อการร้ายให้ได้อย่างเด็ดขาด การให้ความเป็นธรรมต่อผู้กระทำผิดก็ต้องนึกถึงความเป็นธรรมต่อคนที่เสียหายด้วย คือใครถูกผิดก็ว่าไปตามนั้น เพราะหากกลไกของความยุติธรรมไม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมแล้ว ขบวนการยุติธรรมเองนั่นแหละที่จะก่อให้เกิดความพินาศได้
เมื่อทำได้ นักลงทุนต่างชาติก็จะมีความเชื่อมั่น สิ่งที่มาก่อนคือตลาดหุ้น ต่อไปก็จะเป็นเรื่องการลงทุนในประเทศ (FDI) ซึ่งเรื่องหลังนี้จะใช้เวลานานกว่า อย่างน้อยก็ต้องรักษาเจ้าเดิมที่ลงทุนไปแล้วในประเทศด้วยมิให้เขาย้ายไปที่อื่น หากย้ายไปแล้วมักจะไปเลย
3. มุมมองของตลาดหุ้นบ้านเราต่อไปจะเป็นอย่างไร จะขาดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนมากน้อยแค่ไหน และคิดว่าจะสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนได้อย่างไรต่อไป
นับแต่ประกาศ พรก. ฉุกเฉิน นักลงทุนต่างชาติจะขายมาตลอด ซึ่งการขายในช่วงแรกมาจากความเสี่ยงทางการเมือง ขณะที่เดือนนี้ต่างชาติขายเพราะมาจากปัจจัยต่างประเทศ (Sovereign credit crisis-EU) เป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับกระแสเงิน (fund flow) ที่ไหลออกจากประเทศอื่นๆ ในตลาดเอเชียเหมือนกัน ดังนั้นถ้าต่างชาติจะขายจากนี้ไปจึงน่าจะมาจากสาเหตุของปัจจัยภายนอกมากกว่าภายในประเทศเพราะเขาได้ลดน้ำหนักมาก่อนแล้ว แต่หากต่างชาติจะตกใจ ถอดใจ จากภาพเหตุการณ์พฤษภาเพลิงเขาก็คงจะขายออกไปอีกบ้าง แต่หากเหตุการณ์สงบลงก็ไม่น่าจะมีผลมากนัก นอกจากนี้ ต่างชาติเขามองว่าตลาดไทยเป็นตลาดที่ลงทุนระยะสั้นเพื่อเก็งกำไร (trading market) มากกว่าจะเป็นตลาดที่ลงทุนในระยะยาว ยกเว้นว่าจะคัดเลือกลงทุนยาวๆ ในหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลสูง
ดังนั้น มันก็เป็นไปได้ว่าเงินจะไหลเข้ามาอีกเมื่อเขาเห็นโอกาสทำกำไรได้ในระยะสั้น และความเสี่ยงลดลงแล้ว
ทั้งนี้ ถ้าการ correction ของ fund flow ที่ออกจากตลาดเกิดใหม่ในเอเชียจบแล้ว ภูมิภาคนี้ก็ยังเป็นตลาดที่น่าลงทุนอยู่ เพราะฐานะทางการเงินยังมีความแข็งแกร่ง หากบ้านเมืองสงบลง เราก็ยังมีโอกาส
ส่วนการเติบโตของกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (EPS Growth) ที่เดิมคาดกันว่าปีนี้จะเติบโตประมาณ 15-20% ก็น่าจะมีการปรับลดลง 3-5% จากความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางการเมืองได้แก่ ธุรกิจโรงแรม การท่องเที่ยว เป็นต้น ที่ไม่ได้ปรับลดกำไรลงมากก็เพราะว่ากว่า 30 % ของมูลค่าหุ้นในตลาด (market capitalization) เป็นกลุ่มพลังงานซึ่งจะอิงกับตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ทั้ง GDP + EPS growth momentum จากนี้จะชะลอตัวลง เพราะตัวเลขที่ดีที่สุดจะอยู่ในช่วงไตรมาส 1/53
4.บลจ. บัวหลวง ได้รับผลกระทบอะไรจากเหตุการณ์ในครั้งนี้บ้าง และมีวิธีแก้ไขอย่างไร
ผลกระทบจากการตกใจขายทิ้งของลูกค้า ไม่มี มีคนซื้อ RMF กับ LTF เพิ่มด้วยซ้ำ
ผลกระทบต่อแผนการตลาด อาจจะมีบ้าง เพราะเราใช้เวลาปีนี้ส่วนใหญ่กับการเดินสายให้ความรู้ต่อสาขาธนาคาร ต้องรอประเมินสถานการณ์ก่อน และต้องดูความพร้อมของธนาคารก่อนด้วย
ผลกระทบที่มีมากที่สุดคือ ในช่วงวิกฤติเราต้องย้ายจากไปทำงานที่ Back Up Site กัน ก็โชคดีที่เราเตรียมกันมานาน ทีมดีมาก สามารถเตรียมพร้อมแก้ไขสถานการณ์ด้วยความกลมเกลียว ซึ่งได้ให้นโยบายหลักว่าความปลอดภัยต่อพนักงานบางส่วนที่ต้องไปที่ Back Up Site ต้องมาเป็นอันดับแรก ซึ่งทีมงานเขามีการคัดเลือกตัวล่วงหน้าว่าเอาคนที่บ้านใกล้ไปลงงาน ในขณะที่เราก็ต้องให้ลูกค้าสะดุดน้อยที่สุด ซึ่งก็ทำได้โดยไม่มีข้อติดขัดอะไรเลย คนที่ไม่ไปที่ Back Up Site ก็ทำงานกันที่บ้านได้ทุกคน ติดต่อกันได้หมด แต่ก็ต้องคอยโทรเช็คว่ากลับบ้านได้แล้ว ใช้เส้นทางไหนได้ ไม่ได้ ถนนไหนอันตราย ที่ไหนปลอดภัย ฯลฯ ที่ห่วงมากเพราะ Back Up Site ไม่ได้ออกแบบมารองรับการจราจลทั่วเมือง และคนเราเดินทางไปเป็นไยแมงมุมเนื่องจากมีบ้านอยู่หลายๆ ที่รอบ กทม.
5. จะเยียวยาสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร
รัฐบาลคงจะออกมาตรการออกมาเพื่อช่วยเหลือในด้านความเสียหายที่มีต่อคนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะรองรับได้ครบเพราะทรัพยากรทางการเงินมีจำกัด นอกจากนี้ ก็ควรมีการเยียวยาทางจิตใจด้วย ซึ่งรัฐฝ่ายเดียวทำไม่สำเร็จ
ภาคประชาชนก็เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราต้องมองทุกอย่างผ่านฟิล์ขาวดำบ้าง ไม่มองผ่านสีอีกต่อไป เราต้องปรับจิตใจ ปรับกระบวนความคิดกันใหม่ แล้วพิจารณาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่าในที่สุดคนที่พ่ายแพ้ก็คือเราทุกคน ก็คือชาติบ้านเมืองของเรา เริ่มจากสังคมรอบตัวออกไป ทำเท่าที่ทำได้เพื่อก่อความสามัคคีให้เกิดขึ้นมาใหม่ อาจจะทำกิจกรรมร่วมกันเช่นเมื่อพื้นที่ปลอดภัยแล้ว เราชวนกันมาช่วยเก็บซากปรักหักพังใกล้บ้าน ใกล้ที่ทำงาน ชักชวนคนในละแวกที่เราอยู่มาร่วมกันสร้างชาติกันใหม่
อย่าปล่อยให้ความแตกร้าวไปไกลกว่านี้ จนถึงกับสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน







