
อธิการบดีหนุนตั้งรัฐบาล
การเดินสายของ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภา และคณะ เพื่อรับฟังทางออกประเทศกับกลุ่มคณะบุคคลต่างๆ จนได้ข้อสรุปที่เห็นพ้องร่วมกันว่า ต้องการ ให้มีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ โดยเร็ว
การเดินสายของ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภา และคณะ เพื่อรับฟังทางออกประเทศกับกลุ่มคณะบุคคลต่างๆ จนได้ข้อสรุปที่เห็นพ้องร่วมกันว่า ต้องการ ให้มีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ โดยเร็ว
ในการรับฟังความเห็นเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ซึ่งเป็นวันที่สี่ สุรชัยได้พบปะกับ ตัวแทนหลายองค์กร โดยในช่วงเช้าได้รับฟังความเห็นของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่มี ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธาน โดยมีอธิการบดีจาก มหาวิทยาลัยรัฐจากทั่วประเทศและตัวแทนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
ภายหลังการหารือ ศ.นพ.รัชตะ กล่าวว่า ที่ประชุมอธิการบดีเห็นว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันมีอำนาจจำกัด จึงควรมีรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมาบริหารประเทศ แต่กลไกที่จะได้มาจะต้องหารือกันให้รอบคอบภายใต้รัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่ขอยืนยันว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากรัฐบาลเฉพาะกาลหรือไม่ เนื่องจากยังต้องรอข้อสรุปจากการหารือร่วมกัน
ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ รองประธาน ทปอ. เปิดเผยว่า ทปอ.ได้รับฟังบทวิเคราะห์ทางกฎหมายจาก บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ซึ่งมีช่องทางจะเสนอตั้งรัฐบาลใหม่โดย ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 7 เชื่อว่าจะทำให้ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการยอมรับ เนื่องจากขณะนี้ประเทศชาติอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่าภาวะวิกฤต ไม่มี สส. ไม่มีนายกฯ ตัวจริง ส่งผลให้งบประมาณใหม่เกิดขึ้นไม่ได้ เศรษฐกิจของชาติพัง สังคมเกิดความแตกแยก ไม่มีการพัฒนาประเทศ
ทั้งนี้ ข้อเสนอของบรรเจิดได้เทียบเคียงประวัติศาสตร์การลาออกจากตำแหน่งนายกฯ และการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476-2551 รวม 11 ครั้ง ของประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งแต่ละครั้งเมื่อมีการลาออกของนายกฯ เราจะได้นายกฯ คนใหม่อย่างรวดเร็ว ทปอ.จะระดมนักกฎหมายช่วย สว.ในการอธิบายต่อสาธารณะ เพื่อยืนยันว่าหากว่าที่ประธานวุฒิสภารับข้อเสนอดังกล่าวนี้ วิธีการต่างๆ จะอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ
ต่อมาในช่วงบ่าย สุรชัยเป็นประธานประชุมองค์กรสื่อมวลชนและภาคีองค์กรเอกชน เครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นแห่งชาติ รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการและตัวแทนผู้นำเหล่าทัพ เพื่อหาทางออกวิกฤตการเมืองของประเทศ โดยมีตัวแทนจาก 17 หน่วยงานเข้าร่วมหารืออาทิ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร รอง ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.อักษรา เกิดผล เสนาธิการทหารบก พล.ร.อ.ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์ เสนาธิการทหารเรือ พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง เสนา ธิการทหารอากาศ
พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ สว.สรรหา ในฐานะประธานคณะทำงานประชาสัมพันธ์ และคณะกรรมการด้านประสานงานองค์กร กล่าวเริ่มต้นการประชุมว่า สิ่งที่ สว.ดำเนินการอยู่ขณะนี้ไม่มีธงตั้งนายกฯ มาตรา 7 ทุกอย่างอาจไม่ได้เป็นไปตามที่ คาดการณ์ไว้ ขณะนี้กำลังหาคนกลางที่ดีที่สุด อาจไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 7 เพียงแต่ใช้การเทียบเคียงกฎหมายที่ใกล้เคียงมาใช้ ในการแก้ไขปัญหา
ภายหลังการประชุม อภิชาติ ดำดี สว.กระบี่ ในฐานะคณะทำงานประชาสัมพันธ์ กล่าวถึงผลสรุปการหารือระหว่าง สว.กับกลุ่ม ปลัดกระทรวงต่างๆ และตัวแทนผู้นำเหล่าทัพว่า ฝ่ายราชการและฝ่ายความมั่นคงเห็นด้วย ที่ควรให้มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารราชการ เพื่อแก้ไขสถานการณ์ไม่ปกติ แต่มีข้อเน้นย้ำ คือ การดำเนินงานต้องให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
สำหรับขั้นตอนทางกฎหมายมีการชี้แจงและค่อนข้าง ตกผลึกว่าวุฒิสภาสามารถดำเนินการได้ โดยใช้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเทียบเคียง คือ มาตรา 132 (2) ว่าด้วยวุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งใดตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้เทียบเคียงกับมาตรา 171 และ 172 ว่าด้วยการเลือกนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ต้องมีการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 ที่ว่าด้วยประเพณีการปกครองมาใช้ประกอบด้วย โดยผลของการหารือยังไม่ถือว่าเป็นข้อสรุป เพราะต้องนำไปให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาอีก
อีกด้านกลุ่ม สว.สายเลือกตั้ง นำโดย ตรี ด่านไพบูลย์ สว.ลำพูน แถลงว่า ที่ผ่านมา สว.เลือกตั้ง และ สว.สรรหา บางส่วนประมาณ 50 คน หรือเรียกว่า กลุ่ม สว.สายกลาง ได้รวมตัวกันเพื่อหาแนวทางแก้วิกฤตบ้านเมือง แต่ไม่เห็นด้วยกับการเสนอชื่อนายกฯ คนใหม่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7 จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาการ กกต. รวมทั้งพรรคการเมือง จัดการเลือกตั้งโดยเร็ว







