
รัฐบาลแหยงกฤษฎีกา‘มีชัย’นำทีมผ่าทางตัน
ข้อเสนอของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้รัฐบาลส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล ให้ความเห็นคุณสมบัติของ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจในการทูลเกล้าฯ และรับสนองพระบรมราชโองการพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เลือกตั้งครั้งใหม่ได้หรือไม่ กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่รัฐบาลต้องฝ่าด่านนี้ไปก่อนถึงให้มีการเลือกตั้ง
ข้อเสนอของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้รัฐบาลส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล ให้ความเห็นคุณสมบัติของ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจในการทูลเกล้าฯ และรับสนองพระบรมราชโองการพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เลือกตั้งครั้งใหม่ได้หรือไม่ กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่รัฐบาลต้องฝ่าด่านนี้ไปก่อนถึงให้มีการเลือกตั้ง
ทำไมต้องเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกา?
คณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นสถาบันที่ปรึกษากฎหมายของรัฐ เป็นสถาบันทางวิชาการ โดยปกติจะมีทั้งหมด 12 คณะ แต่ละคณะจะมีผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้ความเชี่ยวชาญแตกต่างกันไปตามประเด็นสำคัญๆ เช่น ด้านข้อกฎหมายหรือระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน จะมีอยู่คณะ 2 คณะสำคัญที่จะให้ความเห็นทางกฎหมาย คือ คณะที่ 1 มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน และคณะที่ 2 วิษณุ เครืองาม ประธาน
แนวทางการให้ความเห็นนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร้องขอส่งเรื่องผ่านทางเลขาธิการกฤษฎีกา และส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดที่ 1 ที่มีมีชัยเป็นประธาน จากนั้นจะเรียกประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกาทั้งสองคณะ โดยที่ปกติคณะกรรมการทั้งสองชุดจะตั้งมีชัยเป็นประธานทั้งสองคณะ และวิษณุเป็นรองประธาน เพื่อพิจารณาทำความเห็นเบื้องต้น
สำหรับคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 ประกอบด้วย มีชัย เป็นประธาน คุณหญิงนันทกา สุประภาตะนันทน์ ไมตรี ตันเต็มทรัพย์ อาษา เมฆสวรรค์ อารีย์ วงศ์อารยะ พล.ต.อ.ดรุณ โสตถิพันธุ์ ปรีชา วัชราภัย สุรชัย ภู่ประเสริฐ และประสพสุข บุญเดช
คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 2 ประกอบด้วย มี วิษณุ เครืองาม เป็นประธาน กรรมการประกอบด้วย ประธาน บวรศักดิ์ อุวรรณโณ วิลาศ สิงหวิสัย พล.อ.ประพาฬ กุลพิจิตร สุชาติ ไตรประสิทธิ์ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ อัชพร จารุจินดา และโฉมศรี อารยะศิริ
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดเผยว่า ทางคณะกรรมการชุดมีชัย พร้อมจะให้ความเห็นเพื่อผ่าทางตันทางข้อกฎหมาย เพราะมีชัยเคยพูดไว้ว่าหากถึงทางตันก็รู้สึกไม่สบายใจ กฤษฎีกาก็ควรให้ความเห็น
“กฤษฎีกาให้ความเห็นได้ แต่ต้องย้ำว่าไม่ใช่ผู้วินิจฉัยถูกหรือผิด บางเรื่องกฤษฎีกาอาจจะเลี่ยงไม่ตอบตรงๆ เช่น หากถามว่านิวัฒน์ธำรงรักษาการแทนนายกฯ สามารถทูลเกล้าฯ หรือรับสนอง พ.ร.ฎ.เลือกตั้งฉบับแก้ไขใหม่ได้หรือไม่ แม้กฤษฎีกาจะให้ความเห็นไปว่าได้หรือไม่ได้ก็จะระบุไว้ในตอนท้ายความเห็นว่าอำนาจในการวินิจฉัยสุดท้ายอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ” แหล่งข่าวระบุ
แหล่งข่าวระบุว่า หากไม่ได้ข้อสรุป มีชัยจะนำข้อสรุปทางกฎหมายเบื้องต้นไปหารือกับประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาทั้ง 12 คณะ ประกอบด้วย ปลั่ง มีจุล ประธานคณะที่ 3 อมร จันทรสมบูรณ์ ประธานคณะที่ 4 วัฒนา รัตนวิจิตร ประธานคณะที่ 5 อรุณ ภาณุพงศ์ ประธานคณะที่ 6 สรรเสริญ ไกรจิตติ ประธานคณะที่ 7 เกษม สุวรรณกุล ประธานคณะที่ 8 ไพศิษฐ์ พิพัฒนกุล ประธานคณะที่ 9 สวัสดิ์ โชติพานิช ประธานคณะที่ 10 โสภณ รัตนากร ประธานคณะที่ 11 และพนัส สิมะเสถียร ประธานคณะที่ 12 เพื่อขอความเห็นและกลั่นกรองก่อนจัดทำเป็นข้อสรุปเสนอต่อรัฐบาลต่อไป







