posttoday
นายกฯมาตรา7ศึกหนัก "สุรชัย"

นายกฯมาตรา7ศึกหนัก "สุรชัย"

12 พฤษภาคม 2557

ผลการเลือกประธานวุฒิสภา เป็นไปตามคาดเมื่อ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ผลการเลือกประธานวุฒิสภา เป็นไปตามคาดเมื่อ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 คว้าตำแหน่งนี้ไปครองด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นถึง 96 เสียง ส่วน “พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์” สว.สรรหา คู่แข่งคนสำคัญได้คะแนนไปเพียง 51 คะแนน

คะแนนของว่าที่ประธานวุฒิสภาที่ได้รับนั้นถือว่ามีนัยทางการเมืองเป็นอย่างมาก เพราะเป็นประธานวุฒิสภาคนแรกที่ได้รับคะแนนสูงสุดมากกว่าการเลือกประธานวุฒิสภาทุกครั้งที่ผ่านมานับตั้งแต่มีวุฒิสภาภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 (ประสพสุข บุญเดช ได้ 74 คะแนน พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ได้ 91 คะแนน และ นิคม ไวยรัชพานิช ได้ 77 คะแนน)

ปัจจัยที่ช่วยส่งให้สุรชัยได้ขึ้นมาเป็นประธานวุฒิสภาคนที่ 16 คือ กลุ่ม 40 สว.

นับตั้งแต่ผลการเลือกตั้ง สว.ชุดใหม่ออกมาช่วงเดือน มี.ค. ปรากฏว่าได้เดินสายประสานงานกับกลุ่ม สว.เลือกตั้งชุดใหม่เป็นระยะไปจนถึงกลุ่ม สว.สรรหาด้วยกัน เรียกได้ว่าลงมือชิงความได้เปรียบตั้งแต่ระฆังยังไม่ดัง

ทุกครั้งที่กลุ่ม 40 สว.หารือกับ สว.ในวุฒิสภาได้ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าแคนดิเดตมีเพียงสุรชัยคนเดียวมาตลอด ทำให้เมื่อถึงวันที่มีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมวุฒิสภาออกมางานของกลุ่ม 40 สว.เลยไม่ยากอย่างที่คาดการณ์เอาไว้

ผิดกับ สว.ฝ่ายเลือกตั้งที่เปลี่ยนตัวผู้ท้าชิงสลับไปสลับมาหลายครั้ง

ไม่ว่าจะเป็นการพยายามชู “ศรีเมือง เจริญศิริ” สว.มหาสารคาม แต่เจ้าตัวขอถอนตัวภายหลัง จากนั้นมาเป็นการเสนอชื่อ “จองชัย เที่ยงธรรม” สว.สุพรรณบุรี และ พล.ต.อ.จงรัก ต่อมาพยายามจะปรับแนวทางการต่อสู้ โดยขอให้คนใหญ่เมืองสุพรรณบุรีสละสิทธิเพื่อไม่ให้เกิดสภาพเสียงแตก

กว่าจะประสานงานกันเพื่อให้จองชัยถอยออกมาได้ก็ต้องรอจนถึงวันที่ 9 พ.ค. ก่อนการประชุมเพียงไม่กี่ชั่วโมง ผลการแข่งขันจึงเป็นอย่างที่เห็น

อย่างไรก็ตาม ศึกชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภายังไม่จบลงง่ายๆ เนื่องจากมียกสองที่ต้องลุ้นกันอยู่ โดยยกสองที่ว่านั้นคือ การนำชื่อประธานวุฒิสภาคนใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ

เวลานี้พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลเริ่มส่งสัญญาณออกมาแล้วว่า การเลือกประธานวุฒิสภาเมื่อวันที่ 2 พ.ค. มีปัญหาทางกฎหมาย เพราะเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ

พรรคเพื่อไทยพยายามตีความว่าในเมื่อพระราชกฤษฎีกากำหนดให้วุฒิสภาประชุมได้เฉพาะเรื่องการแต่งตั้งบุคคลตามรัฐธรรมนูญ 132 (2) ซึ่งวุฒิสภาขอเปิดประชุมเพื่อการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คนใหม่และตุลาการศาลปกครอง เท่ากับว่าจะดำเนินการเรื่องอื่นๆ ที่นอกเหนือจากนี้ไปไม่ได้ ซึ่งนั่นจะมีผลให้การเลือกตั้งประธานวุฒิสภาที่เพิ่งผ่านไปไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นโมฆะได้ในอนาคต

นอกจากจะมีปัญหาหลักแล้ว พบว่า มีประเด็นปัญหาย่อยเพิ่มเข้ามาอีก

อย่างการเกิดข้อถกเถียงว่า “นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ หรือเรียกง่ายๆ ว่า “นายกฯ ตัวสำรอง” จะสามารถนำชื่อว่าที่ประธานวุฒิสภาคนใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ ได้หรือไม่ เนื่องจากข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาที่ 9 ระบุไว้ว่า “เมื่อได้เลือกประธานวุฒิสภาหรือรองประธานวุฒิสภาแล้วให้เลขาธิการวุฒิสภามีหนังสือแจ้งไปยังนายกฯ เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูล”

ไม่เพียงเท่านี้ผู้รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานวุฒิสภา 3 คน ที่ผ่านมาเป็นหน้าที่ของนายกฯ ตัวจริงทุกครั้ง ดังนั้น หากรัฐบาลเกิดตีความกฎหมายแบบเคร่งครัดทุกตัวอักษรก็สามารถใช้เป็นเหตุเพื่อชะลอการทูลเกล้าฯ ได้ จึงมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ปัญหาดังกล่าวอาจต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ

ถึงกระนั้นปัญหาใหญ่ของสุรชัยไม่ได้มีเฉพาะเรื่องนี้ แต่อยู่ที่การแก้ไขวิกฤตการเมืองหลังจากกลุ่ม กปปส.โยนเผือกร้อนมาให้ด้วยการกดดันให้ว่าที่ประธานวุฒิสภาทูลเกล้าฯ นายกฯ คนใหม่

สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.เคยประกาศตั้งแต่ต้นเมื่อครั้งสุรชัยยังเป็นรองประธานวุฒิสภาว่าจะเป็นคนที่ทำหน้าที่สำคัญดังกล่าว แต่เวลานั้นสุรชัยเองยังไม่ได้ถูกกดดันมากนัก เพราะเก้าอี้ประธานวุฒิสภายังเป็นของนิคมอยู่

ผิดกับตอนนี้ที่สุรชัยได้เป็นประธานวุฒิสภา จึงไม่แปลกที่กำนันสุเทพจะตั้งความหวังกับประมุขวุฒิสภาท่านนี้เอาไว้สูง มิเช่นนั้น เมื่อวันที่ 9 พ.ค. คงไม่เข้าสภามายื่นหนังสือและปิดห้องคุยกับสุรชัยด้วยตัวเอง

ทว่า สุรชัยยังแบ่งรับแบ่งสู้ในเรื่องนี้อยู่พอสมควร

ด้านหนึ่งเป็นเพราะตัวเองยังไม่ได้เป็นประธานวุฒิสภาสมบูรณ์ 100% การจะทำอะไรในช่วงนี้อย่างการไปพบประธานองค์กรต่างๆ ย่อมได้ไม่คุ้มเสีย เพราะจะถูกมองว่าทำงานรับลูก กปปส. ซึ่งในระยะยาวจะไม่เป็นผลดีต่อตัวเองอย่างแน่นอน โดยเฉพาะการปกครองวุฒิสภา

ดังนั้น จึงหาทางออกแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่นผ่านการนัดประชุมกับ สว.นอกรอบในวันที่ 12 พ.ค. เพื่อหาทางออก อย่างน้อยจะได้สอบถามความคิดเห็นจาก สว.แต่ละคน และถ้าส่วนใหญ่มีข้อเสนออย่างไรตัวเองจะได้นำไปปฏิบัติได้ โดยไม่ถูก สว.ฝั่งตรงข้ามโจมตีในภายหลัง

ทั้งนี้ สุดท้ายปลายทางจะตัดสินใจเป็นผู้เสนอชื่อนายกฯ ตามมาตรา 7 หรือไม่นั้น ถ้ามองสุรชัยในฐานะที่เป็นนักกฎหมายรุ่นใหญ่ ย่อมมีทางเป็นไปได้ยากที่จะตัดสินใจทำเรื่องที่เสี่ยงต่อการขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่หากสถานการณ์ในอนาคตเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ สิ่งที่ไม่คาดคิดก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน