posttoday
สัมพันธ์-จีนอาเซียนระทม

สัมพันธ์-จีนอาเซียนระทม

12 พฤษภาคม 2557

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตการเมืองในไทยที่กำลังร้อนระอุ ดูเหมือนว่าในฟากฝั่งของสถานการณ์การเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ก็ดูจะดุเดือดเลือดพล่านไม่แพ้กัน เมื่อประเด็นความขัดแย้งเรื่องการอ้างสิทธิเหนือเขตแดนในทะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับบางประเทศในอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ได้กลายเป็นชนวนความขัดแย้งที่นำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างสองฝ่ายขึ้นมาอีกครั้ง

ร้อนไปถึงเวทีที่ประชุมอาเซียนที่จัดขึ้น ณ กรุงเนย์ปิดอว์ ต้องหยิบยกประเด็นความขัดแย้งขึ้นมาหารือในที่ประชุมกันอย่างเร่งด่วน โดยที่ประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศถึงกับต้องออกแถลงการณ์แสดงความวิตกกังวลอย่างหนักต่อประเด็นพิพาทที่เกิดขึ้นในทะเลจีนใต้ พร้อมร้องขอให้ทุกฝ่ายยึดมั่นต่อพันธะในกฎหมายระหว่างประเทศใช้ความอดทนอดกลั้น และหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ อันจะนำไปสู่การบั่นทอนสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค

แม้ว่าแถลงการณ์ในข้างต้นของอาเซียนจะมีเจตนาเพียงแค่การแสดงความปรารถนาดีที่ไม่ต้องการให้ความขัดแย้งขยายวงลุกลามออกไปมากกว่านี้ แถมไม่ได้เอื้อนเอ่ยหรือวิจารณ์จีนเลยแม้แต่น้อย แต่ดูเหมือนว่าถ้อยแถลงข้างต้นจะทำให้พี่ใหญ่แห่งเอเชียเช่น “จีน” ไม่ค่อยชอบใจเท่าไรนัก

ถึงขั้นที่กระทรวงต่างประเทศแดนมังกรร่อนแถลงการณ์ออกมาตอบโต้ในไม่กี่อึดใจว่า ข้อพิพาทดังกล่าวนั้นไม่ใช่ปัญหาระหว่างจีนกับอาเซียน อีกทั้งยังแสดงท่าทีชัดเจนว่าปัญหาดังกล่าวควรแก้ไขบนพื้นฐานการพูดคุยระดับทวิภาคีเท่านั้น

ในมุมมองจีนมองว่า ปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่หมู่เกาะสแปรตลีย์ และพาราเซล ที่ทับซ้อนกับหลายประเทศ ทั้งฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย บรูไน ไปจนถึงไต้หวัน เป็นเรื่องที่ต้องเจรจากับประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องเท่านั้น ไม่ควรไปนำอาเซียนทั้งกลุ่มเข้ามาเจรจากับจีนตามที่ฟิลิปปินส์และเวียดนามกำลังเพียรพยายามผลักดันอยู่ในขณะนี้

กล่าวได้ว่า ขณะนี้ประเด็นการจัดการเรื่องข้อพิพาททะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับบางชาติในอาเซียนกำลังเป็นประเด็นท้าทายความสามารถในการจัดการกับความสัมพันธ์ของอาเซียนที่มีต่อจีนเป็นอย่างมาก

เพราะหากรับมือไม่เหมาะสม หรือนำตัวองค์กรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหานี้มากเกินไป อาจทำให้จีนรู้สึกอึดอัดใจต่ออาเซียนมากขึ้น ซึ่งก็จะกลายเป็นชนวนที่นำไปสู่การบั่นทอนการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับจีนที่กำลังดำเนินไปอย่างราบรื่นได้

โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจนั้น ต้องยอมรับว่าการค้าระหว่างอาเซียนกับจีนกำลังเดินหน้าไปได้สวยทีเดียว หลังจากที่ข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา โดยปี 2012 ทั้งสองฝ่ายมีมูลค่าการค้าระหว่างกันพุ่งขึ้นไปอยู่ที่4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ 10 ปีก่อนหน้านั้นอยู่ที่ 5.48 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

ส่วนในปีนี้ ทั้งจีนและอาเซียนต่างก็เตรียมแผนที่จะเปิดการเจรจา เพื่อเร่งยกระดับข้อตกลงเอฟทีเอเดิมระหว่างกันให้เอื้ออำนวยต่อการทำการค้าและการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะผลักดันปริมาณการค้าของสองฝ่ายให้ขึ้นไปที่5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2015 และที่1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2020 ไปจนถึงการเพิ่มยอดการลงทุนระหว่างสองฝ่ายให้ขึ้นไปที่ 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในระยะเวลา 8 ปี

ฉะนั้น หากอาเซียนแสดงจุดยืนและรับมือกับปัญหาเรื่องเขตแดนในทะเลจีนใต้ไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้การเจรจาข้อตกลงทางการค้าที่จะนำมาสู่โอกาสทางการค้าและทางธุรกิจใหม่ๆ เหล่านี้ต้องพบอุปสรรคได้

มิหนำซ้ำ ยังอาจเลยเถิดไปถึงขั้นที่ทำให้อาเซียนหลายชาติต้องประสบความยากลำบากมากขึ้น เพราะปัจจุบันจีนคือประเทศคู่ค้าหลักเบอร์ 1 ของภูมิภาค ดังนั้น หากจีนขัดเคืองอาเซียนขึ้นมาจริงๆ โอกาสที่พญามังกรจะใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจมาใช้กับอาเซียนก็เป็นไปได้อยู่

และที่ผ่านมาใช่ว่าจีนจะไม่เคยใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจบีบประเทศอื่น เพราะเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้จีนเคยงัดมาตรการงดนำเข้ากล้วยจากฟิลิปปินส์มาแล้ว เนื่องจากไม่พอใจที่ฟิลิปปินส์ส่งเรือรบเข้ามาขับไล่กดดันเรือประมงชาวจีนบริเวณหมู่เกาะสกาโบโรห์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่พิพาทของ 2 ประเทศ ซึ่งในปีนั้นเล่นเอาเกษตรกรที่ปลูกกล้วยต้องประสบปัญหาอย่างหนัก เพราะจีนคือตลาดส่งออกกล้วยรายสำคัญของแดนตากาล็อก

ทั้งนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ อาเซียนที่เริ่มจะแสดงจุดยืนในการเอาตัวเข้ามายุ่งเกี่ยวพัวพันกับข้อพิพาทพรมแดนในทะเลจีนใต้มากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่วางตัวอยู่ไกลจากปัญหา โดยเมื่อปลายปีที่แล้ว ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนได้ตกลงที่จะแสดงจุดยืนร่วมกัน หากต้องเจรจากับจีนเพื่อแก้ไขข้อพิพาทเรื่องเขตแดนในทะเลจีนใต้กับพญามังกรจีน

กล่าวได้ว่า การแสดงจุดยืนต่อปัญหาทะเลจีนใต้ของอาเซียนเป็นที่จับตามองของจีนมาโดยตลอด เพราะจีนพยายามกีดกันไม่ให้อาเซียนรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อมางัดข้อและต่อรองกับจีนในเรื่องข้อพิพาทเรื่องพรมแดนในทะเลจีนใต้มาโดยตลอด ซึ่งในบางครั้งก็ถึงขนาดใช้ร่างทรงอย่าง “กัมพูชา” ซึ่งเป็นประเทศที่ใกล้ชิดกับจีน เป็นหมากคอยสกัดการชงประเด็นดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมอาเซียนมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อครั้งที่กัมพูชาเป็นประธานอาเซียนในปี 2012

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าอาเซียนจะต้องระมัดระวังต่อการแสดงจุดยืนที่เหมาะสมต่อจีนอย่างเดียว เพราะในอีกด้านหนึ่งเวทีอาเซียนก็ต้องคิดคำนึงถึงหัวอกของประเทศที่เป็นคู่พิพาทกับจีนในอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์และเวียดนามด้วยเช่นกัน

เนื่องจากหากประเทศเหล่านี้รู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งพากลไกอาเซียนในการคัดง้างต้านอิทธิพลของจีนได้แล้ว ก็มีความเสี่ยงสูงมากที่จะไปดึงเอาอภิมหาอำนาจภายนอกภูมิภาค เช่น สหรัฐ เข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อคานอิทธิพลของจีน ซึ่งผลสุดท้ายก็จะกลายเป็นตัวบั่นทอนเสถียรภาพของภูมิภาคลง แถมยังทำให้เวทีอาเซียนดูลดความสำคัญลงอีกด้วย

กระนั้น นอกจากประเด็นข้อพิพาททะเลจีนใต้จะเป็นปมที่ส่อแววว่าจะสร้างความกินแหนงแคลงใจระหว่างจีนกับอาเซียนแล้วอีกหนึ่งประเด็นที่จะเข้ามาทำให้ความเจริญรุดหน้าของความสัมพันธ์จีน อาเซียนให้สะดุดลงหรือโตได้ช้าลงก็คือปัจจัยจาก “วิกฤตการเมืองไทย”

เนื่องจากปัญหาความวุ่นวายในแดนสยามเมืองยิ้มนั้นทำให้โครงการเชื่อมต่อระบบรางด้วยรถไฟความเร็วสูงที่จะลงมาจากจีนตอนใต้ลงมาสู่อาเซียน โดยผ่านลาวเข้าไทย และไปโผล่ที่มาเลเซียและสิงคโปร์ ต้องล้มพับลง หลังจากที่โครงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ของรัฐบาลไทยต้องกลายเป็นหมัน จากผลพวงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

จึงทำให้แผนการที่พญามังกรจีนหมายมุ่งจะเชื่อมโยงจีนตอนใต้เข้ากับอาเซียนเพื่อเป็นประตูการค้าแห่งใหม่ก็ต้องเลื่อนลอยออกไปอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้เพิ่งมีปัญหาในเรื่องรายละเอียดข้อตกลงในการสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่ลาว

นอกจากนี้ ผลจากการที่ไทยยังมัวแต่วุ่นวายอยู่กับปัญหาการเมืองในประเทศมาหลายปีติดต่อกัน ทำให้บทบาทนำของไทยในภูมิภาคอาเซียนที่เคยเป็นสะพานเชื่อมจีนกับอาเซียนดูด้อยลงไปถนัดตา

ด้วยเหตุทั้งหมดที่กล่าวมา พอสรุปได้ว่า แม้แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียนจะดีขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ประเด็นข้อพิพาททะเลจีนใต้ก็ยังคงเป็นหอกหนามและอุปสรรคสำคัญที่คอยฉุดรั้งความก้าวหน้าของทั้งสองฝ่ายอยู่ และนี่คือความท้าทายของอาเซียนที่จะต้องรับมืออย่างชาญฉลาด

ขณะเดียวกัน ผลพวงจากวิกฤตการเมืองไทยก็ถือเป็นปัญหาหนึ่งที่ไม่ได้จำกัดวงอยู่แต่เฉพาะในประเทศ เพราะไทยถือเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงภูมิภาคและมีบทบาทนำในการเป็นตัวกลางในการเชื่อมสัมพันธ์จีน อาเซียนมาโดยตลอด

ดังนั้น จึงเป็นโจทย์สำคัญที่จะต้องเร่งแก้ไขให้ลุล่วงไปให้ได้ เพราะมิเช่นนั้นแนวโน้มความสัมพันธ์ที่ดีอาจสะดุดลงได้ง่ายๆ

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค