
บวรศักดิ์โต้ศอ.รส.ชี้ศาลรธน.เป็นผู้ป้องกันเผด็จการรัฐสภา
บวรศักดิ์ชี้ศาลรธน.เป็นผู้ป้องกันเผด็จการรัฐสภา ซัดศอ.รส.ข่มขู่ศาลก่อความไม่สงบเสียเอง ยกคำแทชเชอร์โต้ "เสียงข้างมากไม่อาจเปลี่ยนผิดเป็นถูกได้"
บวรศักดิ์ชี้ศาลรธน.เป็นผู้ป้องกันเผด็จการรัฐสภา ซัดศอ.รส.ข่มขู่ศาลก่อความไม่สงบเสียเอง ยกคำแทชเชอร์โต้ "เสียงข้างมากไม่อาจเปลี่ยนผิดเป็นถูกได้"
เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้เผยแพร่คำชี้แจงกรณีแถลงการณ์ ศอ.รส.ฉบับที่ 3 โดยระบุว่า ตามที่มีแถลงการณ์ฉบับที่ 3 ของ ศอ.รส. เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งรับฟังคำพยานในคำร้องขอให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง เพราะกระทำการก้าวก่ายและแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี
แถลงการณ์ดังกล่าวมีลักษณะชี้นำ และก้าวล่วงกดดันศาล ซึ่งมิใช่วิสัยที่หน่วยงานของรัฐที่ต้องรักษาความสงบเรียบร้อยกลับเป็นผู้ก่อให้เกิดความไม่สงบเสียเอง ด้วยการทำตัวระราน ข่มขู่ศาลและผู้อื่นไปทั่ว
ยิ่งกว่านั้น แถลงการณ์ดังกล่าวมีข้อความบางส่วนเป็นเท็จ และกล่าวหาในลักษณะที่ทำให้เข้าใจว่า ข้าพเจ้ากล่าวแสดงปาฐกถาเรื่อง “การปฏิรูปการเมืองภายใต้หลักนิติธรรม” เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2557 เพื่อ “....สถาปนาอำนาจตุลาการ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นรัฏฐาธิปัตย์...เป็นการปูทางไปสู่คาวินิจฉัยที่จะสร้างสุญญากาศทางการเมืองตามที่กลุ่ม กปปส. และกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่มต้องการ เพื่อนำไปสู่การทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งมีการอ้างมาตรา 3 และมาตรา 7 ....” ทั้งๆที่ข้าพเจ้าไม่เคยพูดข้อความในเครื่องหมายคำพูดนั้นในการแสดงปาฐกถา หรือในที่ใดเลย เป็นการที่ ศอ.รส. คิดเอาเอง พูดเอง ตัดต่อข้อความ ใส่ความผู้อื่นให้ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งหน่วยงานของรัฐที่มีความเป็นปกติไม่กระทำกัน
ศ.ดร.บวรศักดิ์ระบุด้วยว่า สิ่งที่ข้าพเจ้า ศอ.รส. และรัฐบาลอาจเห็นไม่ตรงกันก็คือ ข้าพเจ้าเห็นว่า “การยกสถานะศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เท่าเทียมกับรัฐสภา เพื่อพิทักษ์นิติธรรม ควบคุมกฎหมายเพื่อไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการควบคุมการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเป็นการป้องกันเผด็จการรัฐสภา เพื่อไม่ให้องค์กรที่รัฐธรรมนูญตั้งขึ้นมาทำลายรัฐธรรมนูญเสียเอง”
การควบคุมร่างรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายข้างมากใช้วิธีการที่มิชอบหลายประการผลักดันเพื่อให้แก้หลักการสำคัญที่รัฐธรรมนูญวางไว้ เป็นอำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะควบคุมดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 291 (1) วรรคสอง ที่ว่า “ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะเสนอมิได้”
เมื่อรัฐธรรมนูญห้ามแก้รัฐธรรมนูญเรื่องนี้ ใครเล่าจะเป็นคนวินิจฉัยว่าทำได้หรือไม่ ถ้าให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัย หรือแม้แต่รัฐสภาวินิจฉัย ก็จะไม่มีทางใช้มาตรานี้ได้หากผู้เสนอแก้คือ ฝ่ายเสียงข้างมาก
ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นองค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะเราไม่อาจให้สภาซึ่งเป็นผู้มีส่วนเสนอและพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัยเสียเอง เพราะจะขัดกับหลักความยุติธรรมตามธรรมชาติ (natural justice) ที่ว่า “ไม่มีใครจะเป็นผู้พิพากษาเรื่องที่ตนมีส่วนได้เสียอยู่เองได้” (no man can be a judge in his own cause) เมื่อสภาเป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่อาจตัดสินสิ่งที่ตนทำได้แล้ว องค์กรที่มีหน้าที่ตัดสินคดีรัฐธรรมนูญโดยตรงก็คือศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งกระบวนการและเนื้อหา
จุดนี้เอง รัฐบาลและ ศอ.รส.เห็นต่าง จากข้าพเจ้าดังเห็นได้จากการแสดงความเห็นทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ โจมตีศาลรัฐธรรมนูญว่าตัดสินไปโดยไม่มีอำนาจ ตัดสินไปโดยขัดหลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตย ฯลฯ และดังปรากฏในแถลงการณ์ของ ศอ.รส.ฉบับก่อนๆ และคนสาคัญของรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล จนถึงขั้นออกมาประกาศไม่ยอมรับอานาจศาล บ้างก็ไปแจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อตุลาการผู้วินิจฉัยคดี !
แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยเรื่องนี้ และศาลรัฐธรรมนูญเยอรมัน ศาลรัฐธรรมนูญออสเตรีย ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกา ศาลฎีกาอินเดีย ฯลฯ ต่างควบคุมการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยรัฐสภาทั้งสิ้นเพื่อรักษา “ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ” และ “นิติธรรม” ให้พ้นเงื้อมมือเสียงข้างมากที่เผด็จการ
ความเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองของ ศอ.รส.และบรรดาผู้สนับสนุนเสียงข้างมาก และต่อต้านศาลรัฐธรรมนูญนี้เอง ทำให้ปาฐกถาทางวิชาการแท้ๆของข้าพเจ้าที่ไม่มีจุดมุ่งหมายทางการเมืองใดๆ ไปจี้จุดในใจของเขาเหล่านั้นให้กรูกันออกมารุมวิพากษ์วิจารณ์ข้าพเจ้าอย่างกราดเกรี้ยวไม่สมฐานะของหน่วยงานรักษาความสงบเรียบร้อยแต่กลับไปละม้ายคล้ายเสียงวิจารณ์ของฝูงชนที่ชุมนุมกันมากกว่า ทำให้เนื้อหาและถ้อยคำของแถลงการณ์แต่ละฉบับไม่ใช่สิ่งที่เป็นระเบียบแบบแผนที่ดีของทางราชการ
ศ.ดร.บวรศักดิ์ระบุด้วยว่า สิ่งที่ยังไม่เกิดก็คือ รัฐบาลยังไม่อาจดำเนินการเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้ยุบเลิกศาลรัฐธรรมนูญ หรือลดอำนาจศาลแต่อย่างใด เพราะมีกลุ่มประชาชนที่ทนไม่ได้ออกมาปกป้องศาล และต่อต้านฝ่ายเสียงข้างมากจนต้องยุบสภาดังที่ทราบกันดีอยู่ทั่วไป ความรุนแรงที่หากจะเกิดขึ้นตามที่ ศอ.รส.พยายามอ้าง ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ผู้มีหน้าที่รักษากฎหมายกลับไม่เคารพศาล ไม่รักษากฎหมายและนิติธรรมนั้นเสียเอง!
ต่อไปหากมีการเลือกตั้งทั่วไป ก็อาจมีความพยายามตอบโต้ศาลด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอีก เหมือนที่ในอินเดีย นางอินทิรา คานธี หัวหน้าพรรคคองเกรส เคยทำเมื่อชนะเลือกตั้งท่วมท้นและมาแก้รัฐธรรมนูญตัดอำนาจศาลฎีกาอินเดียซึ่งเคยพิพากษาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลพรรคคองเกรสไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญโดยให้รัฐสภามีอานาจไม่จำกัดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ถูกศาลฎีกาอินเดียในคดี Minerva Mills Ltd. U Union of India (1980) ตัดสินว่าการแก้รัฐธรรมนูญเพิ่มอำนาจรัฐสภาให้แก้รัฐธรรมนูญอย่างไรก็ได้โดยไม่มีข้อจำกัด ขัดโครงสร้างพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ! เป็นอันว่าศาลฎีกาอินเดียยังคงเป็นก้างขวางคอพรรครัฐบาลเสียงข้างมากของอินเดียมาจนถึงทุกวันนี้
ข้าพเจ้าเห็นว่าสิ่งที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีมากาแรต แทชเชอร์ของอังกฤษกล่าวไว้ในอดีตยังคงเป็นความจริงในวันนี้ จึงเป็นข้ออ้างมาเป็นบทสรุปคำชี้แจงนี้ ว่า
"การเป็นประชาธิปไตยยังไม่เพียงพอ เสียงข้างมากไม่อาจเปลี่ยนสิ่งที่ผิดให้ถูกได้ หากจะเป็นประเทศเสรีจริงๆ ประเทศนั้นต้องมีความรักที่ลึกซึ้งต่อเสรีภาพ และเคารพหลักนิติธรรมอย่างผูกพันไม่เสื่อมคลาย"
“Being democratic is not enough, a majority cannot turn what is wrong into right. In order to be considered truly free, countries must also have a deep love of liberty and an abiding respect for the rule of law”
Margaret Thatcher







