
วิกฤตยูเครนป่วน ศก.โลกเบรกซื้อขายพุ่งซบแหล่งปลอดภัย
หลังตอบโต้ด้วยท่าทีแข็งกร้าวและคำพูดข่มขู่กันได้สักพักใหญ่ๆ ในที่สุดเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
หลังตอบโต้ด้วยท่าทีแข็งกร้าวและคำพูดข่มขู่กันได้สักพักใหญ่ๆ ในที่สุดเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลยูเครนก็ตัดสินใจส่งกองกำลังทหารเข้าไปปราบปรามกวาดล้างฝ่ายฝักใฝ่รัสเซียบริเวณภาคตะวันออกของประเทศติดพรมแดนรัสเซีย ซึ่งยึดพื้นที่สำคัญๆ ไว้ โดยเริ่มที่เมืองสลาฟยานสก์เป็นที่แรก จนกลายเป็นการปะทะนองเลือดรุนแรงตามเมืองต่างๆ ทั่วภูมิภาคตะวันออก ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วเกือบ 50 คน บาดเจ็บอีกหลายร้อยราย
ขณะที่แต่ละฝ่าย คือฝ่ายรัฐบาลยูเครน กับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลยูเครน ต่างโทษกันว่าอีกฝ่ายคือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดความเสียหายและการบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก บรรดาผู้นำหลายชาติในยุโรป ผู้นำสหรัฐ และผู้นำรัสเซียก็กำลังหารือกันอย่างเคร่งเครียดเพื่อหาทางยุติปัญหาในยูเครนให้เร็วที่สุด
กระนั้น ด้วยสถานการณ์ที่ยืดเยื้อกินเวลายาวนานหลายเดือน อีกทั้งยังมีแนวโน้มว่าอาจจะไม่ได้จบลงอย่างง่ายดายรวดเร็ว และได้เริ่มส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง โดยสถานการณ์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้นี้ทำให้นักลงทุนทั่วโลกส่วนใหญ่ต่างพร้อมใจนิ่ง คือเลือกที่จะชะลอการลงทุนแทบทุกอย่าง โดยเฉพาะการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงในตลาดการเงิน เพื่อรอดูสถานการณ์ให้ชัดเจนเสียก่อน
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ความตึงเครียดในยูเครนกำลังกลายเป็นปัจจัยคุกคามความรู้สึกของนักลงทุนทั่วโลก จนทำให้อดหวาดวิตกไม่ได้ กระทั่งพากันหันมาหลีกเลี่ยงหลีกหนีการลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงในตลาดการเงิน เทขายสินทรัพย์เสี่ยงที่ถือครองอยู่ และวิ่งเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย
ลอว์รา ฟิตซ์ซิมมอนส์ รองประธานตลาดฟิวเจอร์สและตลาดออปชั่นจากเจพี มอร์แกน อินเวสต์เมนต์ แบงก์ ในซิดนีย์ แสดงความเห็นผ่านสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี ว่า เมื่อคิดว่าบรรยากาศการลงทุนของโลกในขณะนี้มีวิกฤตยูเครนประกอบเป็นฉากหลัง บรรยากาศการลงทุนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าน่าจะมีโอกาสเงียบเหงา เพราะนักลงทุนเลือกหนีความเสี่ยงกันก่อน
ขณะที่ อีวาน ลูคาส นักกลยุทธ์การตลาดจากบริษัท ไอจี ระบุว่า ยิ่งเมื่อสถานการณ์ในยูเครนมีความเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่าจะเกิดสงครามกลางเมือง ก็ยิ่งทำให้ความต้องการลงทุนเพื่อแสวงหารายได้และกำไรของนักลงทุนหดหาย
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่รวมถึง ลูคาส ยังคาดการณ์อีกว่า ในกรณีที่มีสงครามในยูเครนปะทุขึ้นมาจริงๆ ตลาดโภคภัณฑ์จะตกอยู่ในความผันผวน คาดเดาไม่ได้ ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจะวุ่นวายสับสน และตลาดหุ้นน่าจะปรับตัวดิ่งลงอย่างรุนแรง
แม้หลายฝ่ายจะหวังว่าสถานการณ์ในยูเครนจะไม่เลวร้ายถึงขั้นสงครามกลางเมือง แต่หากความรุนแรงยังคงไม่จบสิ้น ก็อาจทำให้เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญที่นักวิเคราะห์มองว่าอาจจะผลักดันให้เกิดการเทขายครั้งใหญ่
ทั้งนี้ ช่วง 23 สัปดาห์ที่ผ่านมา ความตึงเครียดของวิกฤตยูเครน ซึ่งรวมถึงการเดินหน้างัดสารพัดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐและยุโรปต่อรัสเซีย ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกค่อนข้างเงียบเหงา รวมถึงตลาดหุ้นวอลสตรีทของสหรัฐที่สามารถปรับตัวเป็นบวกได้ด้วยความช่วยเหลือของรายงานกิจกรรมภาคอุตสาหกรรมบริการที่ปรับตัวดีขึ้น
กระนั้น นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งรวมถึง ฟิตซ์ซิมมอนส์ จากเจพี มอร์แกน อินเวสต์เมนต์ แบงก์ คาดการณ์ว่า วิกฤตในยูเครนจะทำให้นักลงทุนถอนทุนออกจากตลาดหุ้นทั่วโลก โดยยุโรปจะเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดและรุนแรงมากกว่าผลกระทบที่จะมีต่อสหรัฐ
เหตุผลเพราะยุโรปมีการค้าผูกพันฝังแน่นกับรัสเซียมากกว่าสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าด้านพลังงานและก๊าซธรรมชาติที่ยุโรปเป็นลูกค้ารายใหญ่ของรัสเซีย โดยนักวิเคราะห์แสดงความเห็นว่าการกดดันรัสเซียในเรื่องยูเครนด้วยมาตรการคว่ำบาตร อาจเสี่ยงทำให้ราคาพลังงานในยุโรปพุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นปัจจัยคุกคามอันตรายต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรป ซึ่งกำลังฟื้นตัวอย่างช้าๆ และกำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงเรื่องภาวะเงินเฟ้อต่ำอยู่ในขณะนี้
ขณะเดียวกัน นอกจากจะทำให้บรรยากาศการลงทุนซบเซา เนื่องจากนักลงทุนเลี่ยงลงทุนและเทขายหุ้นที่ถือครองอยู่แล้ว วิกฤตในยูเครนยังส่งผลให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยสินทรัพย์ปลอดภัยยอดนิยมคือสกุลเงินเยนของญี่ปุ่นและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งชี้ว่า สินทรัพย์ปลอดภัยทั้งสองประเภทข้างต้นมีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากระดับปัจจุบัน โดยในวันอังคารที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา ค่าเงินเยนอยู่ที่ 102.2 เยนต่อเหรียญสหรัฐ โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 3% เมื่อเทียบกับช่วงต้นเดือน ม.ค. ที่ค่าเงินเยนอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี
ด้านนักวิเคราะห์จากเมย์แบงก์คาดการณ์ว่า การแข็งค่าของสกุลเงินเยนนับเป็นดัชนีชี้วัดความรู้สึกไม่แน่นอนของนักลงทุนที่มีต่อเหตุขัดแย้งระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ยิ่งถ้ารัสเซียตัดสินใจเคลื่อนกำลังพลเข้าไปในยูเครน ก็จะยิ่งผลักดันให้นักลงทุนหนีไปหาเงินเยนเพิ่มมากขึ้น โดยอาจแข็งค่าถึง 101.66 เยนต่อเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ เกร็ก แมตเวเจฟ ผู้อำนวยการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในสังกัด นิวเอดจ์ เสริมว่า ความตึงเครียดของสถานการณ์ในยูเครนจะยังผลักดันให้ความต้องการพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี เมื่อวันจันทร์ที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา ปรับตัวลดลง 2.57% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 3 เดือน
ทั้งนี้ แม้ที่ผ่านมาตลาดทั่วโลกส่วนใหญ่จะแสดงให้เห็นว่าสามารถทนกับความตึงเครียดจากวิกฤตยูเครนได้ระดับหนึ่ง โดยตลาดเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 1.8% ตลาดหุ้นทั่วยุโรปเพิ่มขึ้นราว 2.6% และตลาดหุ้นในเอเชียแปซิฟิก ยกเว้น ญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นราว 1.6% แต่กระนั้นหากสถานการณ์ยูเครนยังคงยืดเยื้อไร้ทางออกยาวนาน น่ากลัวว่าเศรษฐกิจโลกอาจตกอยู่ในภาวะซึมเซาอีกครั้ง







