
ดับกระแส "ปู" ลาออก พท.ลุยไฟเดินหน้าชน
อยู่ดีๆ ก็มีกระแสข่าวหนาหูว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม
โดย...ทีมข่าวการเมือง
อยู่ดีๆ ก็มีกระแสข่าวหนาหูว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะตัดสินใจไขก๊อกลาออกในห้วงสุดท้ายก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยสถานภาพของตัวเอง และคณะรัฐมนตรี (ครม.) และก่อน กปปส.จะเคลื่อนไหวยกสุดท้ายในอีก 2 สัปดาห์ หรือวันที่ 14 พ.ค.นี้
เหตุผลของข่าวลือที่ว่า ยิ่งลักษณ์จะไขก๊อกนั้นมาจากความเชื่อที่ว่า หากนายกฯ ลาออกวันนี้ แล้วให้รองนายกฯ อันดับ 1 อย่าง สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ รักษาการนายกฯ แทน จะปลดล็อกเงื่อนไขสำคัญ
เพราะก่อนหน้านี้มีความพยายามวาดสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดจากหลายฝ่ายว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยิ่งลักษณ์พ้นสภาพความเป็นนายกรัฐมนตรี ในกรณีย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ออกจากตำแหน่ง จะทำให้คณะรัฐมนตรีพ้นไปทั้งคณะ ทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง จนหลีกเลี่ยงการให้รักษาการประธานวุฒิสภา อย่าง สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สามารถทูลเกล้าฯ ถวายชื่อนายกฯ มาตรา 7 ไม่ได้
แต่ถ้ายิ่งลักษณ์ลาออกไปล่วงหน้าก็มีโอกาสสูงที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยยกคำร้อง เนื่องจากตัวนายกฯ ลาออกไปแล้ว เปรียบเสมือนการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือกระเส็นกระสายออกมาด้วยว่า ฝ่ายความมั่นคงได้ขอให้ยิ่งลักษณ์ลาออก เพื่อลดการเผชิญหน้าของ นปช.และ กปปส.ที่ต่างนัดกันชุมนุมใหญ่ทั้งคู่ในเวลาไล่เลี่ยกัน และมีความเสี่ยงที่จะปะทะกันมากที่สุด หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยิ่งลักษณ์ และ ครม.พ้นจากตำแหน่ง
ทว่า หากมองความเป็นจริงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ยิ่งลักษณ์จะกลับหลังหัน 180 องศา ตัดสินใจลาออกในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้ เพราะประตูของการตัดสินใจลาออกนั้นมีตั้งแต่ 23 เดือนก่อน ตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่รับคำร้องวินิจฉัยกรณีโยกย้ายถวิลด้วยซ้ำ
นอกจากจะไม่มีความคิดลาออกแล้ว วันนั้นยิ่งลักษณ์ยังโพสต์วรรคทองผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวอีกว่า “ในฐานะ รมว.กลาโหม หรือในลักษณะของทหารเขาก็บอกว่าทหารต้องทำหน้าที่ของตนเองจนนาทีสุดท้าย ทหารต้องตายในพื้นที่ ตายในสนามรบ วันนี้ดิฉันก็ต้องตายในสนามประชาธิปไตย”
เมื่อยึดหลักการประชาธิปไตยและความเชื่อที่ว่านายกฯ จะต้องรักษาการในตำแหน่งจนกว่าจะมีการเลือกตั้งแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่นายกฯ หญิงคนแรกของประเทศจะถอดใจ เพื่อเปิดช่องให้มีการตั้งนายกฯ คนกลาง หรือนายกฯ มาตรา 7
ส่วนข้ออ้างที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะยกคำร้อง หากยิ่งลักษณ์ลาออกไปล่วงหน้านั้น มองในมุมกลับหนทางอาจไม่ง่ายขนาดนั้น
เพราะทันทีที่ยิ่งลักษณ์ไขก๊อกจะเกิดความคลุมเครือ สับสนว่า การพ้นสภาพรัฐมนตรีแล้วจะสามารถให้คณะรัฐมนตรีมานั่งรักษาการแทนได้หรือไม่ หรือจะต้องให้วุฒิสภาเลือกนายกฯ ใหม่ทันที
เมื่อความชุลมุนนี้เกิดขึ้น ฝ่ายตรงข้ามจะอ้างทันทีว่านี่คือ สภาวะที่คณะรัฐมนตรีพ้นสภาพไปด้วย และจะเกิดช่องว่างตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 และทำให้วุฒิสภาซึ่งทำหน้าที่แทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ขณะนี้ เลือกนายกฯ คนใหม่ทันที ซึ่งก็แน่นอนเป็นไปตามช่องทางมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ โดยอ้างเงื่อนไขว่าเป็นไปตามจารีตประเพณี ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516
เพราะฉะนั้น จะออกด้วยการถอดใจเอง หรือจะให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินก็ไม่ต่างกันอยู่ดี เพราะวันนี้ยังมีความไม่แน่นอนว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไร ทำให้ยังมีโอกาสเสมอที่จะวินิจฉัยเป็นคุณกับรัฐบาล แม้ทุกฝ่ายจะมองว่าโอกาสจะริบหรี่ก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้น หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเป็นลบกับรัฐบาลจนเปิดช่องให้เกิดนายกฯ มาตรา 7 นั้น ย่อมเป็นโอกาสให้ขบวนการคนเสื้อแดงที่เติบโตอยู่ขณะนี้ มีประเด็นในการสู้กับ “อำมาตย์” มากขึ้น เพราะศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทั้งหลายนั้น เป็นศัตรูกับคนเสื้อแดงโดยตรงอยู่แล้ว
ในวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดประตูของการเลือกตั้งเอาไว้แล้วในวันที่ 20 ก.ค. และพร้อมทูลเกล้าฯ ถวายทันทีในวันนี้ สู้อยู่ต่อไปตามแรงยุของคนเสื้อแดงและฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยย่อมเห็นอนาคตมากกว่า
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีประตูที่เขียนว่า “ลาออก” สำหรับยิ่งลักษณ์ เพราะในสถานการณ์ที่จับมือกันสู้มาขนาดนี้ ลาออกก็เท่ากับ “แพ้” เท่านั้น ขณะที่พรรคเพื่อไทยและขบวนการเสื้อแดงเตรียมพร้อมสำหรับการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 10 พ.ค.นี้ พร้อมรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยิ่งลักษณ์และ ครม.พ้นทั้งคณะ







