
นายกธนาคารซื้อชื่อเอ็นนู
คุณเอ็นนู ซื่อสุวรรณ เป็น “ลูกหม้อ” ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยทำงานในธนาคารแห่งนี้ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตการงานอาชีพ จนกระทั่งเกษียณอายุเป็นเวลายาวนานถึง 38 ปี เริ่มจากพนักงานตัวเล็กๆ ที่ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น จนกระทั่งถึงตำแหน่งสูงสุด คือ “รักษาการผู้จัดการใหญ่” ของธนาคาร แม้จะไม่ได้เป็นผู้จัดการใหญ่ “ตัวจริง” ตลอดชีวิตการทำงานคุณเอ็นนูได้สร้างผลงานที่มีคุณค่าไว้มากมาย ก่อคุณูปการอย่างสูงให้แก่เกษตรกรไทย ข้อสำคัญเมื่อถึงวัยเกษียณ คุณเอ็นนูได้สรุปประสบการณ์ชีวิตไว้เป็นหนังสือชื่อ “Rural Banker นายธนาคารบ้านนอก” เป็นลักษณะแนวทางการทำงานให้แก่บุคลากรใน ธ.ก.ส.ได้ศึกษา โดยเขียนเป็นแบบเรื่องเล่าให้เข้าใจง่ายๆ ตบท้ายแต่ละบทแต่ละตอนที่สำคัญด้วยข้อสรุปที่เป็นบทเรียนอันทรงคุณค่า น่าสนใจทั้งแก่ชาว ธ.ก.ส. และประชาชนคนไทยโดยทั่วไป
คุณเอ็นนู ซื่อสุวรรณ เป็น “ลูกหม้อ” ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยทำงานในธนาคารแห่งนี้ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตการงานอาชีพ จนกระทั่งเกษียณอายุเป็นเวลายาวนานถึง 38 ปี เริ่มจากพนักงานตัวเล็กๆ ที่ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น จนกระทั่งถึงตำแหน่งสูงสุด คือ “รักษาการผู้จัดการใหญ่” ของธนาคาร แม้จะไม่ได้เป็นผู้จัดการใหญ่ “ตัวจริง” ตลอดชีวิตการทำงานคุณเอ็นนูได้สร้างผลงานที่มีคุณค่าไว้มากมาย ก่อคุณูปการอย่างสูงให้แก่เกษตรกรไทย ข้อสำคัญเมื่อถึงวัยเกษียณ คุณเอ็นนูได้สรุปประสบการณ์ชีวิตไว้เป็นหนังสือชื่อ “Rural Banker นายธนาคารบ้านนอก” เป็นลักษณะแนวทางการทำงานให้แก่บุคลากรใน ธ.ก.ส.ได้ศึกษา โดยเขียนเป็นแบบเรื่องเล่าให้เข้าใจง่ายๆ ตบท้ายแต่ละบทแต่ละตอนที่สำคัญด้วยข้อสรุปที่เป็นบทเรียนอันทรงคุณค่า น่าสนใจทั้งแก่ชาว ธ.ก.ส. และประชาชนคนไทยโดยทั่วไป
คุณเอ็นนูเป็นลูกคนจีนเกิดในเมืองไทย มาจากครอบครัวที่ไม่จัดว่ามีฐานะดี เมื่อเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เตี่ยก็มาเสียชีวิตลง คุณเอ็นนูเป็นลูกชายคนโตจึงมีภาระที่ต้องดูแลน้องๆ ที่มีอยู่ถึง 5 คน ชีวิตจึง “เลือกไม่ได้” อย่างใจนัก ฉะนั้น แม้จบมาทางสาขาปฐพีวิทยา ซึ่งเส้นทางชีวิตควรรับราชการอยู่ในกรมพัฒนาที่ดิน แต่ช่วงนั้นกรมนี้กำลังอยู่ในระหว่างย้ายไปสังกัดกระทรวงใหม่ จึงปิดรับข้าราชการใหม่ จะรอสมัครเป็นอาจารย์เพื่อรับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศก็รอไม่ได้ เมื่อมีรุ่นพี่มาชวนสมัครเป็นพนักงาน ธ.ก.ส. โดยมีสิทธิได้ “เบี้ยเลี้ยง” ถึงวันละ 40 บาท และมีสิทธิเบิกได้ถึงเดือนละ 20 วัน นอกเหนือจากเงินเดือนเดือนละ 1,640 บาท จึงนับว่าจูงใจได้ไม่น้อย และได้ตัดสินใจไปสมัครและได้ตำแหน่ง
แต่เมื่อไปทำงานจริง จึงพบว่าโอกาสที่จะเบิกเบี้ยเลี้ยงจากการออกท้องที่ได้ถึงวันละ 40 บาท นั้นน้อยมาก เพราะต้องออกปฏิบัติงานยาวนานติดต่อกันถึง 12 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ของจริงจึงได้รับเพียงวันละ 20 บาท เท่านั้น
คุณเอ็นนูเริ่มต้นชีวิตการงานแบบไม่ประทับใจเลย เพราะ ธ.ก.ส.ให้เข้าอบรมก่อนปฏิบัติงานเป็นเวลาถึง 3 เดือน และให้ได้รับเงินเดือนเพียงครึ่งเดียว บรรยากาศการอบรมก็น่าเบื่อหน่าย เพราะจัดที่วัดสามพระยา จึงทั้งร้อนและหนวกหูจากเสียงรถรา เนื้อหาการบรรยายจึงแทบไม่ “เข้าหัว” เลย
ยังโชคดีที่ช่วงท้ายของการอบรม ได้ฟังคำบรรยายของอาจารย์จำเนียร สาระนาค ปูชนียบุคคลของชาว ธ.ก.ส. ซึ่งนอกจากเนื้อหาวิชาการแล้ว ข้อสำคัญ คือ สอนแนวทางการดำเนินชีวิต ซึ่งคุณเอ็นนูให้ความเคารพและศรัทธาท่านผู้นี้เป็นอย่างสูง ถึงขั้นอุทิศหนังสือเล่มนี้ให้ในฐานะ “ผู้เปลี่ยนความคิดและชีวิตในการทำงานของผมอย่างสิ้นเชิง”
โชคดีต่อมา เมื่อไปทำงานที่ขอนแก่น ก็ได้ “นายดี” ตั้งแต่แรกเข้าทำงาน คือคุณสำรวย เถาว์กายา ผู้จัดการ ธ.ก.ส. สาขาขอนแก่น คุณสำรวย รู้ดีว่า สามเดือนในช่วงการอบรมที่วัดสามพระยา ไม่ได้ช่วยพนักงานใหม่เท่าไรนัก จึงตั้งต้นสอนงานให้ใหม่ โดยให้เรียนรู้จากการทำงานจริง ใช้เวลาเพียง 3 สัปดาห์ ก็สามารถ “โบยบิน” ออกไปทำงานได้
เมื่อเริ่มทำงานที่ อ.มัญจาคีรี คุณเอ็นนูก็ได้พบด้วยความสะเทือนใจว่า “คนจนขนาดนี้ยังมีอยู่ในประเทศ” ทำให้สาขาของ ธ.ก.ส.ที่นั่นมีหนี้สินค้างชำระมากที่สุดของ จ.ขอนแก่น และคุณเอ็นนูมีหน้าที่ต้องไปทวงหนี้จากคนยากจนข้นแค้นเหล่านี้
ในท่ามกลางความลำบากยากไร้ของชาวบ้าน และสภาพชนบทห่างไกล ทำให้ชีวิตหดหู่มาก คุณเอ็นนูมีคาถาที่ทำให้ทนทำงานต่อมาได้คือ ทนไปก่อน “เดี๋ยวก็ออกแล้ว” และเกือบต้องลาออกจริงๆ เมื่อกระทบกับเรื่องที่รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เหตุเกิดจากมอเตอร์ไซค์เก่าๆ โทรมๆ ของธนาคารถูกขโมย ทางธนาคารกำหนดให้ต้องหักเงินเดือนชดใช้ในราคารถใหม่ คันละ 8,000 บาท คุณเอ็นนูรู้สึก “เลือดขึ้นหน้า” บุกเข้าสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพฯ ขอพบผู้จัดการ โชคดีที่ผู้ใหญ่เข้าใจและเห็นใจยอมแก้ไขกฎ คิดค่าเสื่อมราคาลดลงเหลือพันกว่าบาท ให้หักเงินเดือนชดใช้เดือนละ 200 บาท
นับเป็นโชคดีของ ธ.ก.ส. และโชคดีของเกษตรกรไทย หาก ธ.ก.ส.ยึด “กฎเหล็ก” อันไร้เหตุผล ก็คงไม่มีนายธนาคารมือดีที่ชื่อเอ็นนู ซื่อสุวรรณ
คุณเอ็นนูเป็นคนภาคกลาง พูดอีสานไม่ได้ ตลอดเดือนแรกที่ออกท้องที่ไปพบชาวบ้าน จึงต้องให้ลูกน้องที่เป็นคนอีสานบรรยายให้ชาวบ้านฟังแทน จนหนึ่งเดือนผ่านไปลูกน้องก็ขอให้ “หัวหน้า” พูดเองบ้าง คุณเอ็นนูเตรียมตัว “อย่างดี” พยายาม “เว่าลาว” เพื่อให้ “ได้ใจ” ชาวบ้าน ผลคือเกร็งไปทั้งคนพูดคนฟัง ชาวบ้านบอกว่า อย่าลำบากเลยให้พูด “ไทย” เถอะ คุณเอ็นนูจึง “จำใจ” พูดภาษาภาคกลาง แต่ด้วยความตั้งใจดีและด้วยท่าทีที่สุภาพอ่อนน้อม ชาวบ้านอีสานฟังภาษาไทยภาคกลางรู้เรื่องอยู่แล้ว แล้วยังพอใจว่าพูด “ม่วน” (สนุก) พูดเพราะด้วย
คราวหนึ่งไปเยือนกำนัน กำนันเอาน้ำบ่อใส่ขันมาให้ดื่ม เห็นน้ำขุ่นเหมือนน้ำนม คุณเอ็นนูกลัวทั้งเชื้อโรคและกลัวดื่มแล้วจะเป็นนิ่ว แต่ก็แข็งใจดื่ม ปรากฏว่า “ได้ใจ” กำนัน บอกว่าลูกบ้านคนไหนไม่ใช้หนี้ให้บอก จะช่วยจัดการให้
อีกคราวได้ข่าวกำนันอีกคนบาดเจ็บจากอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์จึงไปเยี่ยม พบว่าเหตุแห่งอุบัติเหตุคือ ทางเข้าบ้านกำนันมีสะพานไม้แผ่นเดียวข้ามท้องร่อง จึงพลาดตก คุณเอ็นนูแข็งใจขี่ข้ามไปได้ สร้างความประทับใจให้กำนันมาก บอกว่าลูกบ้านคนใดขาดชำระหนี้ให้บอก จะช่วยจัดการให้เช่นกัน
เมื่อไปถึงขอนแก่นวันแรก ลงจากสถานีรถไฟ ผู้จัดการสำรวยให้ไปเดินลอดขอนไม้ป้ายชื่อขอนแก่น แล้วบอกเคล็ดว่าจะได้เป็นเขยขอนแก่น จะได้อยู่ขอนแก่นนานๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ คุณเอ็นนูได้เป็นเขยขอนแก่นจริงๆ เจ้าสาวเป็นลูกสาวเจ้าของห้องเช่าที่คุณเอ็นนูไปเช่าอยู่ เริ่มรู้จักกันตั้งแต่ฝ่ายหญิงยังเรียนหนังสือ มีคนไปจีบหลายคน แต่คุณเอ็นนูใช้วิธีเข้าทางแม่ยาย ซึ่งเห็นความซื่อ ไม่ดื่มเหล้า ไม่เล่นการพนัน ประหยัดมัธยัสถ์ ตั้งใจทำงานทำการดี ในที่สุดจึงตัดสินใจยกลูกสาวให้ คุณเอ็นนูจึงได้คู่ทุกข์คู่ยากที่เข้าอกเข้าใจและเป็นกำลังสำคัญให้คุณเอ็นนูทุ่มเททำงานให้ ธ.ก.ส.ได้อย่างเข้มแข็งและซื่อสัตย์สุจริต เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประชาชน ขณะเดียวกันก็สามารถก่อร่างสร้างครอบครัวจนเป็นปึกแผ่น มีทั้งความสุขและความภาคภูมิใจอย่างแท้จริง







