posttoday
มังกรไฟไม่ถึงขั้นวิกฤตพื้นฐานแกร่ง หนี้ไม่ท่วม ชะลอตามแผน

มังกรไฟไม่ถึงขั้นวิกฤตพื้นฐานแกร่ง หนี้ไม่ท่วม ชะลอตามแผน

01 พฤษภาคม 2557

เพิ่งจะตกอยู่ในอาการน่าเป็นห่วงเมื่อไม่นานมานี้ สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศจีน

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เพิ่งจะตกอยู่ในอาการน่าเป็นห่วงเมื่อไม่นานมานี้ สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศจีน มหาอำนาจทางเศรษฐกิจหมายเลขสองของโลกรองจากสหรัฐ กระทั่งนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักอดออกโรงเตือนให้จีนระมัดระวังเรื่องการขยายตัวเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้และปีต่อๆ ไปของแดนมังกรแห่งนี้ไม่ได้

เพราะตัวเลขเศรษฐกิจที่ทยอยออกมาเมื่อไม่นานมานี้ ดูจะปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เช่น ตัวเลขการส่งออกและนำเข้าของจีนในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ตัวเลขนำเข้าลดลงถึง 11.3% หรือ 1.62 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนตัวเลขการส่งออกลดลง 6.6% หรือ 1.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ดัชนีภาคการผลิตจีน (พีเอ็มไอ) เดือน มี.ค. ที่กระเตื้องขึ้นมาเพียงเล็กน้อยอยู่ที่ 50.3 จุด จากเดือน ก.พ. ก่อนหน้าที่ 50.2 จุด ซึ่งนับเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวได้เป็นอย่างดี

ยังไม่นับรวมปัจจัยด้านหนี้สินที่มีอยู่ในปริมาณมาก โดยเฉพาะหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น ปัจจัยเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทขนาดใหญ่ ปัจจัยด้านอัตราการว่างงานที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากจำนวนตำแหน่งงานที่มีไม่เพียงพอกับจำนวนบัณฑิตจบใหม่ และปัจจัยด้านราคาอสังหาริมทรัพย์ในหลายเมืองทั่วประเทศจีนเริ่มลดความร้อนแรงลง

เรียกได้ว่านับตั้งแต่ต้นปี 2014 ที่ผ่านมา แม้จะมีข่าวดีทางเศรษฐกิจให้เห็นบ้าง แต่ก็ไม่มากเท่ากับข่าวร้ายและแนวโน้มทางลบที่มีรายงานออกมามากกว่าจนนักลงทุนทั่วโลกออกอาการหวาดหวั่นขวัญผวาไปตามๆ กัน

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่ง รวมถึง ชางยง รี ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก กลับเชื่อมั่นว่า ความเสี่ยงที่ประเทศจีนจะเผชิญกับวิกฤตทางการเงินและเศรษฐกิจนั้นยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก

เหตุผลเพราะ 1) สัดส่วนการถือครองหนี้ในจีนส่วนใหญ่คือ คนจีนด้วยกันเองไม่ใช่ชาวต่างชาติ 2) หนี้รัฐบาลท้องถิ่นอยู่ในระดับต่ำ และ 3) เศรษฐกิจที่ชะลอความร้อนแรงของจีนในช่วงนี้เป็นความตั้งใจของรัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ที่ต้องการปฏิรูปประเทศให้ลดการพึ่งพาการส่งออกและเน้นการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น

ทั้งนี้ แน่นอนว่าปริมาณหนี้ของจีนค่อนข้างอยู่ในระดับที่สูงมากจนน่ากลัว โดยหากรวมปริมาณหนี้ภาคเอกชนกับรัฐบาลเข้าไว้ด้วยกัน นักวิเคราะห์ประมาณการว่าอาจมีปริมาณสูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ถึง 2 เท่า ซึ่งนับเป็นปัจจัยขัดขวางการเติบโตที่ทำให้ไอเอ็มเอฟปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจจีนลงจาก 7.7% ในปีที่แล้ว เหลือประมาณ 7.5% ในปีนี้ และเหลือ 7.3% ในปี 2015

แม้ว่าจีนจะมีแนวโน้มเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ แต่นักวิเคราะห์รวมถึงผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ต่างเห็นว่าสถานการณ์หนี้ของจีนแตกต่างจากสถานการณ์หนี้ของไทยและเกาหลีใต้ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินในปี 1997 อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากจีนไม่ได้พึ่งพาการกู้ยืมเงินจากสกุลเงินต่างประเทศ โดยหนี้ต่างชาติทั้งหมดของจีนคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 9% ต่อจีดีพีเท่านั้น เมื่อเทียบกับของเกาหลีใต้ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 3 ของจีดีพีประเทศ

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า หนี้ส่วนใหญ่ของจีนอยู่ในรูปสกุลเงินหยวน ดังนั้น หากค่าเงินสกุลหยวนของจีนปรับตัวลดลงจากระดับปัจจุบัน โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ค่าเงินหยวนปรับตัวอ่อนค่าลงแล้วประมาณ 3% ก็ไม่มีผลต่อการปรับตัวเพิ่มขึ้นของต้นทุนการกู้ยืมเงินของบรรดาท้องถิ่นจีนจนน่าวิตกกังวลว่าจะเป็นชนวนทำให้ล้มละลายได้แต่อย่างใด

สำหรับเหตุผลต่อมาที่ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจจีนไม่น่าเป็นห่วงก็คือ หนี้รัฐบาลจีนอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับจีดีพี โดยสถานะหนี้รัฐบาลของจีนแม้จะค่อนข้างคล้ายคลึงกับบรรดาประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วทั้งหลายที่อยู่ในสภาวะขาดดุลงบประมาณ แต่การขาดดุลงบประมาณของจีนนั้นอยู่ในระดับเล็กน้อยมากคือ ประมาณ 2.1% ต่อจีดีพี

นอกจากนี้ ข้อมูลจากแบงก์ออฟอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ ยังพบว่า หนี้รัฐบาลทั้งหมด โดยรวมหนี้รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกันยังมีปริมาณเพียงประมาณ 53% ต่อจีดีพี ซึ่งนับว่าไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับหนี้ของรัฐบาลสหรัฐที่มีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับจีดีพีของประเทศ หรือหนี้รัฐบาลญี่ปุ่นที่มีขนาดสูงถึง 240% ต่อจีดีพี

ทั้งนี้ สถานการณ์ข้างต้นหมายความว่า จีนยังมีพื้นที่ว่างในการทุ่มเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวได้อยู่ ในกรณีที่เหตุการณ์ย่ำแย่ถึงขั้นขาดสภาพคล่องอย่างหนัก หรือหากเหตุการณ์ร้ายแรงถึงขีดสุด นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเชื่อว่า ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) มีศักยภาพที่จะดำเนินนโยบายกระตุ้นตามสหรัฐและญี่ปุ่น ด้วยการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี)

“หากมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น รัฐบาลจีนจะสามารถประคับประคองเศรษฐกิจให้เดินต่อไปได้” รี ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกสรุป

ส่วนเหตุผลสุดท้ายที่ทำให้สถานการณ์การชะลอตัวทางเศรษฐกิจจีนไม่น่าเป็นห่วง เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเติบโตที่เชื่องช้านั้นเกิดจากความตั้งใจที่เป็นไปตามแผนปฏิรูปของรัฐบาลจีนนั่นเอง

หลายฝ่ายยอมรับว่า การที่รัฐบาลจีนสามารถกุมอำนาจทางเศรษฐกิจได้อย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้การบริหารจัดการนโยบายเศรษฐกิจหนึ่งๆ ของรัฐบาลจีนค่อนข้างมีอิทธิพลและสำเร็จได้โดยง่าย เมื่อเทียบกับในสหรัฐหรือประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ ทั่วโลก

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ในกรณีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น รัฐบาลจีนสามารถสั่งการธนาคารและกิจการขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจให้ทำตามคำสั่งได้ทันที เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโดยรวม แตกต่างจากสหรัฐที่แนวทางแก้ไขส่วนใหญ่เสมือนเป็นทางเลือกให้ธนาคารเลือกปฏิบัติตามความสมัครใจมากกว่าจะบังคับให้ทำตาม ทำให้ในสถานการณ์วิกฤตจีนดูจะรับมือและควบคุมผลกระทบเลวร้ายได้ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจจีนจะไม่น่าเป็นห่วง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจีนจะสามารถอยู่นิ่งเฉย ไม่ลงมือเตรียมการใดๆ เช่นกัน โดยนอกจากการปฏิรูปเพื่อหันมาพึ่งพากำลังการบริโภคในประเทศอย่างที่เอ่ยถึงข้างต้นแล้ว จีนยังจำเป็นต้องเดินหน้าทยอยลดปริมาณเงินในระบบ เพื่อผลักอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นและค่อยๆ ลดฟองสบู่ในตลาดสินเชื่อ ตลอดจนพัฒนาระบบรับประกันเงินฝากของรัฐ เพื่อจำกัดปริมาณสินเชื่อในแหล่งกู้ยืมเงินนอกระบบหรือธนาคารเงาทั้งหลาย

ที่เหลือต่อจากนี้คือการจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจีนจะสามารถปฏิรูปเศรษฐกิจได้สำเร็จตามแผนขั้นตอนที่วางไว้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน